My pet is a werewolf….สัตว์เลี้ยงผมเป็นหมาป่า Chapter 7
posted on 16 Aug 2008 11:35 by jhonela in FictionChapter 7
แจจุงลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับภาพห้องนอนสีเบจอันคุ้นเคย ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นแล่นเข้ามาในหัวส่งผลให้เขารีบเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงนอนอย่างเร่งรีบด้วยความเป็นห่วงใครอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทว่าก็ต้องล้มตัวลงนอนอีกครั้งเพราะอาการวิงเวียนศีรษะที่เข้าจู่โจม
"แจจุง! ตื่นแล้วหรอ" จุนซูที่นั่งเฝ้าแจจุงอยู่ไม่ห่างตะโกนขึ้นอย่างดีใจที่เห็นเพื่อนได้สติ เพราะคนร่างบางหลับไปนานมากจนทำให้เขาเป็นห่วงจะแย่อยู่แล้ว ไหนจะเหตุการณ์พิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นอีก
"จุนซู...ชางมิน...พวกนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?" แจจุงถามขึ้นอย่างสงสัยเพราะเขาจำไม่ได้ว่าไปเจอเพื่อนสองคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
"พวกเราก็เป็นคนพานายมาที่นี่น่ะสิ" เสียงสุขุมเอ่ยขึ้น ชางมินที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ ณ มุมหนึ่งของห้องลุกขึ้นมานั่งลงยังพื้นที่ว่างข้างเตียงด้วยอีกคน
"แจจุง....นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?" จุนซูรีบถามต่ออย่างไม่ให้เสียเวลาแต่แน่นอนที่คนสวยจะอิดออดไม่ยอมเล่าเรื่องราวออกมาในทันทีจนทำให้ชางมินต้องช่วยสมทบด้วยอีกคน
"พวกเราเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โบสถ์นั่นแล้ว...ทีนี้นายจะเล่าเรื่องทั้งหมดมาได้รึยัง?" ชางมินเอ่ยแกมบังคับ
------------------------------ย้อนกลับไปเมื่อช่วงบ่ายของวัน----------------------------------
"แฮ่กๆๆ นี่..เรา..ก็วิ่งกันมา..แฮ่ก...ตั้งนานแล้วนะ...หมอนั่นจะไปไหนกันแน่?" จุนซูร้องขอความเห็นจากเพื่อนผู้ปราดเปรื่องในขณะที่ทั้งคู่ยังไม่หยุดวิ่ง
"นายจำ...แฮ่ก....เส้นทางนี้ไม่ได้หรือไง?....ฉันว่าหมอนี่กำลังจะไปโบสถ์แถวโรงเรียนเรา"
"โบถส์?....หรือว่าหมอนั่นกับแจจุงจะแอบแต่งงานกัน!?" โลมาน้อยอุทานออกมาอย่างตกใจในความไวไฟของเพื่อน
"อย่าพูดแปลกๆน่า...อย่างแจจุงน่ะนะจะแต่งงาน...ความรักยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ"
"อ้าว...ที่ฉันพูดมันไม่ถูกตรงไหนกัน คนไปโบสถ์ก็ไปแต่งงานกันทั้งนั้นหรือนายคิดว่ามีอย่างอื่นให้ทำนอกจากนี้หรือไงกัน?"
"ไม่รู้สิ แต่อย่างน้อยสีหน้าของหมอนั่นก็ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะแต่งงานแน่ๆ" สีหน้าแบบนั้นมันดูเหมือนมีเรื่องร้อนใจมากกว่า ตัวเขาเองก็คงทำได้แค่ภาวนาขออย่าให้เป็นเรื่องร้ายหรือเกี่ยวข้องกับแจจุงเลย
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ในที่สุดชางมินและจุนซูตามยุนโฮมาจนถึงจุดหมายซึ่งก็คือโบสถ์แถวโรงเรียนอย่างที่ชางมินว่าไว้จริงๆ ประตูไม้บานหนักถูกเปิดอ้าไว้เผยให้เห็นห้องโถงกว้าง ภายในนั้นมีเพียงชายหนุ่มและบาทหลวงชรากำลังพูดคุยกันอยู่เสียงดังเอะอะ พวกเขาค่อยๆย่องเข้าไปหลบยังหลังเก้าอี้ไม้แถวหนึ่งเพื่อสำรวจเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดขึ้น หากแต่ก็ยังไม่ใกล้พอที่จะจับใจความว่าคนทั้งคู่กำลังพูดอะไรกันอยู่
"ชางมิน! ฉันว่าแจจุงกำลังถูกมาเฟียบังคับให้แต่งงานด้วยแน่ๆเลย ดูสิหมอนั่นกำลังขู่ให้หลวงพ่อจัดงานให้" เสียงแหลมสูงบอกข้อสรุปอย่างมันใจและรวดเร็ว เพราะเขาเคยเห็นเรื่องราวทำนองนี้มานักต่อนักแล้วในละครภาคค่ำที่แม่เขาชอบดู
"ชู่วว เบาๆสิ อยากให้โดนจับได้หรือไงกัน" ชางมินแทบจะปิดปากเพื่อนร่างเล็กไว้ไม่ทันเมื่อพ่อโลมาน้อยยอดนักสืบพ่นคำสันนิฐานออกมาเสียงดังชนิดไม่กลัวโดนจับได้ และยังการคาดเดาที่เขาไม่ขอออกความเห็นนั่นอีก...
.......................ในโลกนี้จะมีใครที่มั่วนิ่มได้มากกว่านายอีกมั๊ย...จุนซู.................................
"อื้อ! แออุงออกอาแอ้ว อูอิ" จุนซูดิ้นขลุกขลักไปมาเมื่อโดนมือใหญ่ปิดปากไว้แน่น ใบหน้าใสพยายามพยักเพยิดให้ชางมินหันไปมองว่าแจจุงออกมาแล้ว
"รู้แล้วล่ะน่า นายเงียบๆก่อนได้มั๊ย?" ชางมินว่าอย่างติดจะรำคาญ ซึ่งจุนซูก็พยักหน้างึกงักเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้วชางมินจึงค่อยๆคลายมือออก แต่ยังไม่ทันไรเสียงแหลมก็หลุดตะโกนออกมาอีกครั้ง
"เฮ้ย! หมอนั่นโดนแทง เรารีบไปเรียกรถพยาบาลกันเถ- อื้อๆๆ" คราวนี้มือหนาทำการปิดปากบางไว้แน่นไม่ปล่อยให้มันได้ก่อเรื่องได้อีกเป็นครั้งที่สอง
"บอกให้เงียบๆไงเล่า....พวกเรารอดูเหตุการณ์ตรงนี้กันไปก่อน...ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนดีหรือร้ายกัน" ชางมินว่าทั้งที่ยังไม่ยอมปล่อยมือออก พวกเขาจึงได้นั่งสำรวจสถานการณ์ต่อไปอย่างสงบอีกสักพัก ทว่าการที่เห็นเพียงภาพก็ไม่ทำให้เข้าใจอะไรๆได้ดีนัก จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่ออยู่ๆแจจุงก็ล้มพับไปกับพื้น
"แจจุง!" ทั้งคู่ประสานเสียงและกระโจนออกมาจากที่ซ่อนพร้อมกันทันที ชางมินและจุนซูออกวิ่งเข้าไปช่วยแจจุงโดยอัตโนมัติ แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อสัมผัสได้ถึงอาวุธมีคมที่ผ่าอากาศเฉียดหน้าพวกเขาไปเพียงฉิวเฉียด....ไม่ใช่ว่ากลัวจนไม่กล้าเข้าไป หากแต่เข้าไปตรงๆแบบนี้คงไม่สามารถช่วยแจจุงได้อย่างที่ตั้งใจไว้....
แต่การกระทำของชางมินและจุนซูก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ซะทีเดียว เมื่อเสียงตะโกนของพวกเขาปลุกให้ยุนโฮตื่นขึ้น เหตุการณ์ต่อมาดูจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนพวกเขาเองมารู้สึกตัวอีกทีก็มีแจจุงที่หมดสติอยู่ในอ้อมกอดเสียแล้ว ส่วนชายหนุ่มแปลกหน้าก็ล้มลงทันทีที่มอบร่างบางให้กับพวกเขาเรียบร้อย...หน้าที่ความรับผิดชอบที่เหลือจึงตกมาอยู่ที่พวกเขาสองคนอย่างไม่มีทางเลือก...
.
.
.
.
.
ชางมินตัดสินใจพาคนทั้งคู่มายังบ้านของแจจุงเพราะด้วยเสื้อผ้าเปื้อนเลือดของยุนโฮทำให้ไม่สามารถพาไปยังบ้านของเขาหรือจุนซูที่มีทั้งพ่อและแม่อยู่ได้ และจากคำพูดของบาทหลวงที่ทิ้งท้ายไว้ก็ทำให้เขาตัดสินใจไม่พายุนโฮไปโรงพยาบาลอีกเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วทั้งสี่คนจึงมายืนอยู่หน้าบ้านหลังเล็กอย่างเหนื่อยหอบ ลำพังแจจุงยังไม่เท่าไหร่แต่ชายหนุ่มอีกคนนี่สิ ไหนจะความสูงเกินมาตรฐานและยังสภาพร่างกายบอบช้ำที่ต้องระวังเป็นพิเศษอีก มันเป็นการเดินทางที่ไม่ง่ายเลยสำหรับจุนซูและชางมิน
"แฮ่กๆ....ชาง...มิน...ฉัน..แฮ่ก....ไม่...ไหว...แล้ว" จุนซูพูดพร้อมทิ้งตัวลงนั่งบนขั้นบันไดเตี้ยๆหน้าประตูบ้าน
"อืม..แฮ่ก....รู้แล้วน่า..อีกนิดเดียว" ชางมินพูดปลอบใจพร้อมๆกับที่ค้นตัวแจจุงเพื่อหากุญแจบ้านไปด้วย
"เหนื่อยเป็นบ้าเลย! คอยดูนะ...ตื่นมานายต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง แจจุง"
"อย่าเสียงดังได้มั๊ย เดี๋ยวคนก็แห่กันมาพอดี"
"เข้าบ้านได้รึยัง?"
"อืม เข้ามาได้แล้ว...ฉันจะวางหมอนี่ไว้ที่โซฟาในห้องรับแขกชั้นล่าง ส่วนนายพาแจจุงขึ้นไปบนนอนบนห้อง" ชางมินสั่งการรวบรัดก่อนจะลากยุนโฮเข้าไป
"คร๊าบๆ วันนี้ฉันจะยอมนายสักวันแล้วกันชางมิน...อึ๊บ....อ๊า...หนักเหมือนกันนะเนี่ยแจจุง..เห็นตัวเล็กๆแบบนี้" จุนซูบ่นประปอดประแปดตามตามภาษาโลมาขาดแคลเซี่ยมก่อนจะเดินตามชางมินเข้าบ้านไปในที่สุด
---------------------------------------กลับมายังปัจจุบัน----------------------------------------
ตอนนี้แจจุงลุกขึ้นมานั่งอยู่บนตียงของตนอย่างเต็มตัวแล้ว เรี่ยวแรงก็ดูจะกลับคืนมาเป็นปกติ หากแต่สมองน้อยๆกำลังปวดหัวตุ้บๆไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายให้เพื่อนทั้งสองฟังอย่างไร มาถึงขั้นนี้แล้วจะโกหกก็ใช่ที่ แต่จะเล่าความจริงให้ฟังมันก็คงดูเหลือเชื่อเกินกว่าที่ชางมินและจุนซูจะยอมรับได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ....ป่านนี้ไม่รู้ว่ายุนโฮจะเป็นอย่างไรบ้าง...
"แจจุง? พวกเรามันไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นเลยรึไง มีเรื่องอะไรนายถึงไม่ยอมเล่าให้ฟังบ้าง" คำพูดตัดพ้อน้อยใจดังมาจากซาลาเปาน้อยที่นั่งทำแก้มป่องอยู่ข้างเตียง
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะเซีย...แต่ตอนนี้....ฉันไม่มีเวลา...ยุนโฮอยู่ไหนเหรอ?" แจจุงรีบปฎิเสทข้อกล่าวหาเพราะเขาไม่เคยคิดเคลือบแคลงใจในความเป็นเพื่อนที่จุนซูและชางมินมอบให้เลยสักครั้ง แต่ตอนนี้เขามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำจริงๆ
"ยุนโฮ? ผู้ชายที่อยู่กับนายน่ะหรอ....ชางมินให้เขานอนอยู่ข้างล่างน่ะ" ยังไม่ทันที่จุนซูจะได้พูดจบประโยคดีเสียงหวานก็ตัดบทขึ้นมาดื้อๆ
"งั้นฉันขอไปดูเขาก่อนนะ" แจจุงทำท่าจะลุกออกไปทันทีที่ฟังจบ แต่กลับถูกชางมินห้ามไว้เสียก่อน
"นายยังไม่ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น! นายไม่คิดจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเราฟังก่อนหรือไง?!" ชางมินขึ้นเสียงใส่แจจุงด้วยความโมโหที่แจจุงไม่แม้แต่จะใส่ใจบอกความจริงกับพวกเขาฟังบ้าง....ทำราวกับพวกเขาเป็นคนอื่น
"แต่ฉัน.."
"ไม่มีแต่ทั้งนั้น! ฉันจะไม่ยอมให้นายไปไหนจนกว่านายจะยอมเล่าความจริงทั้งหมด...รู้มั๊ยว่าพวกเรเป็นห่วงนายแค่ไหน!" เสียงเข้มยังคงดังขึ้นเรื่อยๆไม่เหลือเค้าของชางมินผู้สุขุม
"ฉันขอโทษ...แต่ฉันไม่มีเวลาจริงๆ ฉันสัญญาว่าจะเล่าให้พวกนายฟังทั้งหมดทีหลัง....แต่ตอนนี้ฉันต้องไปดูยุนโฮก่อน!" เมื่อชางมินดังมาร่างบางก็ดังตอบ เป็นครั้งแรกที่แจจุงกับชางมินทะเลาะกันเสียงดังแบบนี้ ปกติแล้วพวกเขาแทบจะไม่มีเรื่องผิดใจกันเลยสักครั้งด้วยความที่แจจุงเป็นคนว่าง่าย ส่วนชางมินก็เป็นคนใจเย็น จะมีก็แต่จุนซูกับชางมินมากกว่าที่ชอบกัดกันเล็กๆน้อยๆเป็นสีสันของชีวิต เหตุการณ์ไม่ปกติเช่นนี้จึงทำเอาโลมาสับสนไปไม่น้อย
"นี่พวกนายพูดกันดีๆก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องเสียงดังกันเลย แจจุงก็อย่าถือสาชางมินเลยนะ...ที่เราซักไซร้ก็เพราะเป็นห่วงนายจริงๆ" จุนซูพยายามห้ามทัพอย่างเก้ๆกัง ก็ร้อยวันพันปีจะเห็นแจจุงเสียงดังกับเขาเป็นด้วย
"แจจุง...นายไม่มีเวลาหรือนายไม่อยากเล่ากันแน่ พวกเราคงไม่ใช่เพื่อนกันอีกแล้วใช่มั๊ย?" ในเวลานี้ชางมินคนที่มีเหตุผลดูจะหายไปไหนก็ไม่รู้ ร่างโปร่งยกเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเป็นเหตุผลทั้งยังมองหน้าแจจุงด้วยแววตาเจ็บปวดระคนผิดหวัง
"ชางมิน? นายเอาอะไรมาพูด นายก็รู้ว่าฉันไม่เคยคิดแบบนั้น" แจจุงก้าวเข้าไปหาชางมินแต่อีกคนกลับถอยห่าง
"งั้นนายก็พิสูจน์สิ แจจุง เล่าเรื่องทั้งหมดมา...เสียเวลาแค่ไม่กี่นาทีเจ้านั่นคงยังไม่ตายง่ายๆหรอก"
"ทำไมนายพูดแบบนี้ นายก็เห็นนี่ว่ายุนโฮบาดเจ็บแค่ไหน?" แจจุงดูจะโมโหขึ้นมาบ้างเมื่อชางมินพูดจาไม่ใยดียุนโฮเลยสักนิด
"นายจะเล่าไม่เล่า?" ร่างโปร่งยังคงน้ำเสียงเย็นชาและรักษาระยะห่างเอาไว้ ตราบใดที่เขายังไม่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดเขาก็ไม่อาจวางใจได้ว่าแจจุงนั้นปลอดภัยดีแล้ว แม้จะต้องสวมบทคนโหดร้ายแต่เขาก็อยากจะให้แน่ใจ เพราะพวกเขาเองรู้ดีที่สุดว่าแจจุงนั้นไร้เดียงสาและอ่อนแอเพียงใด
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเสียงหวานจึงต้องยอมเอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่วันที่ได้พบกับยุนโฮจนถึงปัจจุบันให้ฟังอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้ต้องการจะปิดบังแต่อย่างใด ทว่ามันก็ย่อมมีบางเรื่องทีเขาเลือกที่จะไม่เล่า...ก็ใครมันจะไปประกาศได้ล่ะว่าเขาต้องให้อาหารเจ้าหมาจอมหื่นนั่นแบบไหน และส่วนเหตุการณ์ในวันนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
"เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมนายไม่บอกพวกเราให้เร็วกว่านี้!" ชางมินโพล่งออกมาแทบจะในทันทีที่แจจุงเล่าจบ
"ก็....ฉันก็ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงนี่นา...ก็แค่...เก็บหมามาเลี้ยง....เอง?" แจจุงพยายามแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
"แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้? นายจะว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกรึไง...รู้มั๊ยว่ามันอันตรายแค่ไหน"
"ข..ขอโษ" แจจุงเอ่ยเสียงเบาในลำคอด้วยรู้สึกสำนึกผิด
"นายไม่จำเป็นต้องขอโทษฉัน.....แต่ที่ฉันพูดเนี่ยก็เพื่อความปลอดภัยของตัวนายเอง" น้ำเสียงเข้มอ่อนลงตอนท้ายประโยคเมื่อเห็นว่าขอบตาสวยเริ่มจะแดงเรื่อ
"นายขึ้นเสียงใส่แจจุงอีกแล้วนะชางมิน" จุนซูรีบหันไปปรามเจ้าเพื่อนจอมเฮี๊ยบทันทีที่เห็นแจจุงซึมลงไปอีกครั้งก่อนจะหันไปปลอบใจคนที่นั่งหงอยอยู่บนเตียง
"แจ...ไม่เป็นไรนะ...ชางมินมันก็พูดไปเพราะเป็นห่วงนายแหละ...ดูสิคิดมากจนหน้าแก่แล้วนั่น"
"อืม.. ขอบใจนะชางมิน...เซีย....แล้วก็ขอโทษด้วยทำทำให้ลำบาก" แจจุงเงยหน้าขึ้นมายิ้มตาหยีให้เพื่อนทั้งสองเป็นการขอบคุณในความห่วงใย
"เข้าใจก็ดีแล้ว"
"ทีนี้ฉันขอไปดูยุนโฮได้รึยัง?"
"คำก็ยุนโฮสองคำก็ยุนโฮ นี่ฉันชักจะน้อยใจแล้วนะแจ" โลมาน้อยเกิดอาการหมั่นไส้เจ้าหมาป่าที่นอนซมอยู่ข้างล่างขึ้นมาตะหงิดๆ
"อะไรกันเล่า ฉันก็รักพวกนายเหมือนกันแหละ...รักเซียที่สุดเลย" แจจุงว่าแถมยิ้มหวานให้อย่างเอาใจ
"จริงนะ...งั้นพรุ่งนี้ให้ฉันมาหานายอีกนะ แล้วก็ต้องแนะนำยุนโฮให้รู้จักด้วยนะ และที่สำคัญต้องมีให้สัมภาษณ์แบบเจาะลึก" จุนซูพูดสรุปเอาเองอย่างร่าเริงผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ ดูเหมือนว่าแจจุงจะตกหลุมพรางที่โลมายอดนักสืบวางไว้อีกแล้ว
........เฮ้อ.....ช่วยไม่ได้สินะ....................
"ราตรีสวัสดิ์นะ ชางมิน จุนซู กลับบ้านดีๆหล่ะ" แจจุงกล่าวลาก่อนจะปิดประตูหน้าบ้าน เขาวกกลับมายังห้องรับแขกแล้วนั่งลงข้างๆโซฟาตัวยาว
"ยุนโฮ" เสียงหวานลองเรียกพร้อมเขย่าร่างสูงเบาๆเป็นเชิงปลุก แต่ก็ไม่มีปฎิกิริยาตอบรับ ใบหน้าคมดูซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เลือดยังคงซึมออกมาเลอะผ้าพันแผลที่ถูกพันไว้อย่างลวกๆ
"ยุนโฮๆ ตื่นสิ"
"อื....อื้ม....แจ...จุง?" เสียงแหบครางออกมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาขยับไปมาก่อนจะค่อยๆเปิดออกเผยให้เห็นดวงตาสีทองอ่อนไร้ประกายชีวิตอย่างทุกที อุ้งมือใหญ่เอื้อมขึ้นไปลูบแก้มใสอย่างเบามือ
"ไม่เป็นไรใช่มั๊ย..." คำถามของยุนโฮเรียกให้คนตัวเล็กข้างๆรีบพยักหน้าหงึกหงักจนหัวคลอน
..........ฉันต่างหากที่ต้องถามนาย....ยุนโฮ........ทั้งๆที่สะบักสะบอมขนาดนี้ยังจะมาห่วงคนอื่นอีก.......
"ไม่เป็นไรก็ดีแล้---" เสียงทุ้มถูกกลืนเข้าไปในกลีบปากนิ่ม เมื่อแจจุงประกบปากเข้ากับคนร่างสูงอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งยังไม่ลืมอ้าปากนิดๆเพื่อให้ไอวิญญาณถูกถ่ายเทไปยังอีกฝ่ายได้อย่างที่ยุนโฮเคยบอกเอาไว้
"เจ้า...ทำอะไรน่ะ" ยุนโฮดูจะตกใจไม่น้อยกับการกระทำอุกอาจผิดวิสัย ไม่นึกว่าเดี๋ยวนี้เจ้าเด็กน้อยจะใจกล้าขนาดนี้
"กะ..ก็ ถ่ายไอวิญญาณไง...นายบาดเจ็บบาดเจ็บไม่ใช่หรือไ...." ท้ายประโยคที่เหลือเบาจนยุนโฮไม่สามารถจับใจความได้เพราะคนสวยเลือกที่จะก้มหน้าลงจนชิดอก เพื่อปกปิดใบหน้าอันแดงก่ำของตนเอาไว้
.......อ๊า.....ทำอะไรลงไปนะเรา......แม่ครับผมขอโทษนะครับ....ลูกคนนี้คงโดนตราหน้าว่าเป็นคนใจง่ายไปซะแล้ว.........
"หึ แก่แดดจริงนะเจ้าตัวเล็ก ข้าไม่เป็นไรหรอก...อะ โอ๊ยๆ! จะฆ่ากันหรือไง" ยุนโฮหลบแทบไม่ทันเมื่อกำปั้นเล็กๆถูกรัวลงที่หน้าท้องแกร่งอย่างไม่ออมมือ
"ไหนว่าไม่เป็นไรไง แน่จริงก็อย่างหนีสิ เอานี่ไปกินเลยเจ้าหมาไม่รู้จักบุญคุณ คนอุตส่าห์ช่วย... ฮึ่ย" แก้มใสพองลมจนป่องเหมือนปลาปักเป้าเวลาโกรธ กำปั้นเล็กยังคงถูกค้างไว้กลางอากาศอย่างเอาเรื่อง
"ถึงเจ้าจะอยากช่วยก็เถอะ บาดแผลลึกขนาดนี้ต่อให้กินไอวิญญาณเจ้าจนหมดตัวก็คงไม่ดีขึ้น" ยุนโฮพูดติดตลกแต่แจจุงกลับขำไม่ออก
"แล้วแบบนี้จะไม่เป็นอะไรหรือไงกัน?"
"อย่างข้าไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก"
"จะไม่เป็นไรได้ไงก็บอกเองว่าแผลลึกขนาดนั้น.." แจจุงมีท่าทีเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่รู้ว่าจะช่วยคนตรงหน้าได้อย่างไร
"ทำหน้าแบบนั้นทำไม? ไม่มีข้าชีวิตเจ้าคงวุ่นวายน้อยลง" แต่การที่ยุนโฮพูดเรื่องความเป็นความตายราวกับเป็นเรื่องปกติทำให้คนร่างบางฉุนกึก สีหน้าของยุนโฮนั้นราวกับว่าตัวเองจะหายไปก็ไม่เป็นไร และเขาก็ไม่ต้องคิดมากกับเรื่องแบบนี้
"อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นนะ! พูดยังกับว่านายจะตายไปจริงๆแบบนั้นแหละ....มันต้องมีทางสิ ไปหาหมอ...ไม่สิ...สัตวแพทย์ เอ๊ะ หรือว่าจะโรงพยาบาลดี? อ๊า จะทำยังไงดีนะ" แจจุงพึมพำกับตนเองไปมา สมองน้อยๆพยายามหาวิธีช่วยอย่างสุดความสามารถทำให้ยุนโฮอดจะเอ็นดูท่าทางจริงจังนั่นไม่ได้ ตัวเขาเองถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะอยู่กับเด็กกะโปโลนี่ต่ออีกสักนิด แม้จะดีใจที่แจจุงเป็นห่วงและบาดแผลของเขานั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีทางช่วย หากแต่คนตรงหน้าจะยอมทำทุกอย่างจริงหรือ...
"พรหมจรรย์" เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?" แจจุงหันมาหาคนที่ยังคงนอนอยู่บนโซฟาตัวนุ่มอย่างงงๆเพราะเขาได้ยินไม่ถนัด
"ข้าบอกว่าพรหมจรรย์เป็นแหล่งกำเนิดของพลังฟื้นฟู" ยุนโฮพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ หากแต่ร่างบางที่ได้ฟังกลับหน้าแดงซ่านด้วนความเขินอาย
.............เจ้าหมาป่าจอมบ้า.....เวลาแบบนี้ยังมีหน้ามาพูดเรื่องพรรน์นี้อีก....คิดจะแกล้งกันอีกแล้วสินะ.....คนกำลังซีเรียสพูดมาได้.............
"จะ..จะบ้าหรอไง นายนี่ลามกได้ทุกเวลาเลยนะ" แจจุงหันไปแหวใส่คนข้างๆที่มีแต่ความคิดอกุศล แต่สีหน้าของยุนโฮที่เห็นกลับไม่มีแววหยอกล้อเลยสักนิด
"ล้อเล่นน่ะ เจ้าขึ้นไปนอนเถอะ...ดึกมากแล้ว" ยุนโฮเอ่ยเสียงเรียบ ท่าทางที่แปลกไปจากเดิมทำให้คนร่างบางสังหรณ์ไม่ค่อยดีราวกับคนตรงหน้ากำลังปิดบังอะไรไว้ แต่อะไรล่ะ...
"แต่ขอถามอะไรก่อนได้มั๊ย?" แจจุงตัดสินใจเอ่ยถามเรื่องที่เขาอยากรู้ก่อนจะขึ้นไปยังห้องนอนตามที่ร่างสูงบอก
"ว่ามาสิ"
"วันนี้....เอ่อ....นายไปที่โบสถ์ได้ไง? แล้วทำไมต้องทำร้ายหลวงพ่อฮันด้วย?"
"ข้าน่าจะเป็นฝ่ายถามมากว่าว่าเจ้าไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร!" น้ำเสียงนิ่งแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดในพริบตา ในดวงตาของร่างสูงราวกับมีเปลวไฟวูบหนึ่งก่อนจะหายไป
"แต่ฉันถามนายก่อนนะ ตอบมาก่อนสิ" ทว่าแจจุงก็ยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
"เจ้าคงจำวันที่เราเจอกันครั้งแรกได้....เจ้านั่นมันเป็นคนที่ทำให้ข้าอยู่ในสภาพน่าสมเพชแบบนั้นทีนี้บอกมาได้รึยังว่าเจ้าไปทำอะไรที่นั่น" แม้ยุนโฮจะลดเสียงลงให้อยู่ในระดับปกติแล้วก็ตาม หากแต่แจจุงยังสามารถจับความโกรธเคืองที่เจออยู่ในน้ำเสียงได้
"ก็ตอนที่ฉันแยกกับนายตอนนั้น ฉันก็วิ่งไปเรื่อยๆจนมารู้ตัวอีกทีก็ถึงทางออกแล้ว....รอนายตั้งนานก็ไม่เห็นออกมา แล้วอยู่ๆหลวงพ่อก็เข้ามาทักฉัน...ท่านชวนฉันไปดื่มน้ำชาที่โบสถ์....."
"แล้วเจ้าก็ตามไปเนี่ยนะ!"
"ฉันก็แค่อยากจะแกล้งปล่อยนายทิ้งไว้นิดหน่อยแค่นั้นแหละ ก็คนมันโมโหนี่" แจจุงตอบออกไปตามความเป็นจริงแม้จะรู้สึกว่าตัวเองนั้นทำตัวเป็นเด็กเล็กๆที่ชอบเอาชนะก็ตาม
..............ชิ.....ก็นายอยากมาแกล้งฉันก่อนทำไมเล่า.............................................
"เฮ้อ... เอาเถอะๆ ไปนอนได้แล้วไป" ยุนโฮถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ตัวเขาเองก็พอจะรู้ว่าคนร่างบางนั้นมีนิสัยเช่นไร แบบนี้แล้วความผิดส่วนนึงก็คงตกอยู่ที่ตัวเขาเองเช่นกัน
"แต่นายไม่เป็นไรแน่นะ?" ตากลมโตสีรัตติกาลจ้องหน้ายุนโฮไม่กระพริบอย่างรอคำตอบ มือบางสองข้างถูกยกขึ้นมาเท้าคางไว้น่าเอ็นดูคล้ายลูกแมวตัวน้อยๆ
"ถ้าไม่อยากโดนจับกด ก็ไปนอนซะ"
"อ๊ะ เจ้าหมาลามก! จ้างให้ก็จับไม่ทันหรอก...แบร่" เสียงใสตะโกนโวยวายก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วเรียกรอยยิ้มจางๆให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม แต่เมื่อแจจุงพ้นจากสายตาไปแล้วร่างสูงที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาก็ทรุดลงไปทันที หากแจจุงขึ้นไปช้ากว่านี้อีกนิดเขาเองคงจะเก็บอาการไม่อยู่เช่นกัน...
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
‘ติ๊กๆ' ร่างบางยังคงนอนฟังเสียงเข็มนาฬิกาเดินอยู่บนเตียงกว้าง แม้ขณะนี้จะเป็นเวลาตีสามกว่าแล้วแต่แจจุงกลับนอนไม่หลับ ในใจยังคงเฝ้าคำนึงถึงคำพูดของยุนโฮ...ใจหนึ่งก็อยากจะเชื่อว่านั่นเป็นเพียงคำหยอกล้อตามประสาคนบ้ากามหากเขากลับรู้สึกสังหรณ์แปลกๆ ใจมันว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อคิดว่าจริงๆแล้วยุนโฮอาจจะไม่ได้แข็งแรงอย่างที่เจ้าตัวแสดงให้เขาเห็น
...........นายจะคิดมากทำไมในเมื่อเจ้านั่นก็ดูสบายดี....แต่บาดแผลนั่น...แล้วถ้าไม่สบายทำไมต้องทำว่าสบายดีด้วย.....โอ๊ย...ปวดหัวจัง....ลงไปดูกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า...............
ท้ายที่สุดแจจุงจึงตัดสินใจลงไปดูอาการให้เห็นกับตา แม้จะยังไม่แน่ใจว่าเขาจะทำเช่นไรหากว่ายุนโฮอาการไม่สู้ดีจริงๆ ในเมื่อยุนโฮก็บอกแล้วว่าไอวิญญาณของเขาไม่เพียงพอ แต่จะให้มอบความบริสุทธิ์ให้.....
‘ตึกๆ' ฝีเท้าเล็กค่อยๆย่องไปยังห้องรับแขกอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลำแสงสีเงินจากดวงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาเผยให้เห็นซีกหน้าคมเข้มของร่างสูงตั้งแต่จมูกโด่งไปยังริมฝีปากหยักทรงเสน่ห์ที่เวลานี้ไม่มีคำหยอกเอิญอย่างเคย นิ้วเรียวไล้ไปตามโครงหน้าได้รูปอย่างลืมตัว แต่ก็ต้องชักกลับแทบไม่ทันเมื่อสัมผัสได้แต่ความเย็น และถ้าเขาตาไม่ฝาดดูเหมือนจะมีไออะไรสักอย่างค่อยๆแผ่กระจายออกมาจากร่างของยุนโฮที่นอนนิ่งอยู่บนโซฟา
..................ไหนว่าไม่เป็นอะไรไงเจ้าหมาปากแข็ง.....นอนนิ่งเป็นศพแบบนี้ยังจะว่าไม่เป็นไรอีกหรือไง....ฮึก....อย่าร้องนะแจจุง.....นายต้องเข้มแข็งไว้...............
"อย่าร้องได้มั๊ย...ข้านอนไม่หลับ" เสียงทุ้มหลุดออกมาจากปากคนที่คิดว่าหลับไปแล้ว
"ฮึก...มะ...ไม่ได้ร้องสักหน่อย แต่เรื่องนั้นน่ะ...นายพูดจริงใช่มั๊ย?"
"ถ้าข้าโกหกไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมาล่ะ"
"ถะ...ถ้างั้นฉัน..ฮึก..ตกลง" ยุนโฮนิ่งค้างไปสักครู่กับคำตอบของแจจุง เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าคนไร้เดียงสาอย่างแจจุงจะกล้าตัดสินใจแบบนี้ แต่ก็อาจเป็นเพราะความไร้เดียงสาอีกนั่นแหละที่ทำให้คนๆนี้พูดออกมาโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน
...........แม้ข้าจะพูดจริง....แต่เชื่อคำคนง่ายแบบนี้....ถ้าเป็นคนอื่นเจ้าคงเสร็จไปแล้ว...แจจุง....
"เจ้าไปนอนซะเถอะ ข้าไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นพวกวิตรฐานขืนใจกระทั่งเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม" ทว่าทันทีที่พูดจบยุนโฮก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดทับลงมายังร่างของเขา เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตอนนี้แจจุงได้ขึ้นมานั่งคร่อมอยู่บนตัวเขาเสียแล้ว
"ใช่สิ ฉันมันเด็ก...อาจจะไม่น่ามองเหมือนพวกสาวๆที่นายเคยผ่านมา....แต่ตอนนี้นายคงไม่มีตัวเลือกมากนัก" เสียงอู้อี้กล่าวตัดพ้ออย่างน้อยใจ ใบหน้าสวยแดงระเรื่อทั้งจากการกลั้นน้ำตาและความเคอะเขินที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก ดวงตาสีรัตติกาลเอ่อท้นไปด้วยน้ำตาดูเชิญชวนกว่ามารยาหญิงคนใดที่เคยพานพบ กลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยมาแตะจมูกโด่งเย้ายวนกว่าเครื่องหอมนานาชนิด แจจุงคงไม่รู้ว่าคนข้างใต้ต้องพยายมอดกลั้นเพียงใดไม่ให้เผลอทำลายนางฟ้าตรงหน้า
"ข้าบอกว่า...ไปนอนซะ" ยุนโฮกัดฟันพูดพร้อมกับเบือนหน้าหนีภาพยั่วกิเลสตรงหน้า แต่กลับถูกมือนิ่มบังคับให้หันกลับมาสบตาด้วยอีกครั้ง แพรขนตาสีดำสนิทดั่งปีผีเสื้อราตรีค่อยๆปรือปิดลงก่อนริมฝีปากอวบสีเชอร์รี่จะทาบทับตามลงมา นุ่มนวลหอมหวานดั่งน้ำนมสวรรค์
"เจ้า..แน่ใจหรือที่จะแบบนี้..." เสียงแหบพร่าลอดไรฟันออกมาเมื่ออารมณ์ร้อนครุกกรุ่นขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่
"อืม..." แจจุงตอบอ้อมแอ้มในลำคอเพราะแม้แต่เขาเองก็ยังไม่มั่นใจนัก แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้คนตรงหน้าตายไปต่อหน้าต่อตาได้ แต่คำสั่งต่อมาของร่างสูงก็ทำให้เขาตัวชาวาบ
"งั้นก็ถอดเสื้อสิ" ความรู้สึกไม่มั่นใจและหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นหากแต่เจ้าตัวก็พยายามสะกดมันเอาไว้
"เร็วๆ" เสียงเร่งเร้ากระตุ้นให้มือเล็กรีบปลดกระดุมเสื้อนอนตัวโคร่งของตน ทว่าไหล่บางที่สั่นไหวก็เป็นผลให้นิ้วเรียวแกะกระดุมผิดๆถูกๆ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าร่างบางนั้นกลัวเพียงใด
"ข้าจะบอกเป็นครั้งสุดท้าย ขึ้นห้องนอนไปซะก่อนที่มันจะสายไป" แม้นางฟ้าตรงหน้ากำลังทำให้เขาแทบคุ้มคลั่งด้วยความต้องการ แต่ยุนโฮก็เลือกที่จะตัดใจ
"สะ..เสร็จแล้ว" เสื้อเชิทร์ตัวบางถูกทิ้งลงไปกองกับพื้นเผยให้เห็นผิวกายขาวดุจหิมะ ตุ่มไตสีชาดชูชันขึ้นเนื่องจากอากาศหนาวเย็นที่ห้อมล้อมไว้ ปรางแก้มเนียนถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนของดอกไม้แรกแย้ม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่แต่คนตรงหน้าก็ไล่ศีลธรรมที่มีอยู่น้อยนิดของยุนโฮแตกกระเจิงไปเสียแล้ว
"ยุนโฮ....เหวอออ" เพียงชั่วพริบตาร่างของแจจุงก็กลับลงไปนอนอยู่ใต้ร่างกายกำยำของยุนโฮ จมูกโด่งฝังไปยังซอกคอระหงส์สูดดมกลิ่นหอมจำเพาะกายที่มอมเมาเขาราวกับสิ่งเสพย์ติด มือใหญ่ลูบไล้ไปทั่วผิวละเอียดก่อนจะเลื่อนขึ้นไปบดขยี้ไตเนื้ออย่างลืมตัว ร่างสูงพรมจูบที่สร้างรอยรักสีหวานทั่วแผ่นอกเรียบ
"อะ อ๊า....ยะ...ยุน...ยุนโฮ.....เดี๋ยว" เสียงหวานคราวระงมเมื่อถูกสัมผัสร้อนแรงคุกคามอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อคนด้านบนดูเหมือนจะจมอยู่กับราคะจนไม่คิดจะฟังเสียงประท้วง
"เจ้าเปลี่ยนใจไม่ทันแล้ว" เสียงเซ็กซี่และลมร้อนเป่าเข้าที่กกหูทำเอาคนร่างเล็กขนลุกซู่ ความกลัวเอ่อท้นขึ้นจนล้น แขนเรียวพยายามผลักร่างด้านบนให้ถอยห่างแต่กลับถูกรวบขึ้นไปตรึงไว้เหนือหัว เมื่อทางสะดวกแล้วกลีบปากหยักจึงก้มลงไปจัดการกับเป้าหมายต่อไป ลิ้นร้อนลากไล้ปลุกอารมณ์คนข้างใต้ตั้งแต่หน้าท้องแบนเรียบจนมาหยุดลงที่ปุ่มเนื้อสีสด ดูดดุนและขบกัดจนเม็ดเนื้อนั้นแข็งเป็นไต
"อา...อ๊า..แฮ่ก....ยะ...หยุด" แจจุงกระสับกระส่ายอย่างทรมานเมื่อเลือดในกายวิ่งลงไปรวมกันยังจุดศูนย์กลางเบื้องล่าง ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยก่อตัวขึ้นจนปวดหนึบไปหมด อึดอัด ทรมานคือคำนิยามความรู้สึกของเขาในตอนนี้
"ไม่ต้องกลัวนะ" ยุนโฮว่าก่อนจะถอดกางเกงนอนของแจจุงออกไปอย่างรวดเร็ว เขาแทรกตัวเข้าไปตรงกลางระหว่างขาเรียวทั้งสองข้างยิ่งทำให้คนตัวเล็กตื่นกลัวยิ่งขึ้น
"ยะ..หยุด....แฮ่ก...เดี๋ยวก่อนยุนโฮ...อ๊า...อา" แจจุงร้องห้ามเสียงหลงเมื่อพบว่าปราการชั้นสุดท้ายถูกปลดเปลื้องออกอย่างไม่ใยดี แต่ก็ต้องครางออกมาอีกครั้งเมื่อยุนโฮจงใจขบเม้นเข้าที่ต้นขาด้านในจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำ
"หย...หยุดเถอะ..ข...ขอร้อง...ฮึก" น้ำตาเม็ดโตร่วงลงมาในที่สุดเนื่องจากเจ้าตัวไม่รู้จะระบายความกลัวออกมาทางใดแล้ว ริมฝีปากน่ารักปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายซึ่งมันก็ช่วยเรียกความสนใจจากยุนโฮจนได้
"แจจุง?" เมื่อเห็นว่าคนสวยกำลังสั่นระริกด้วยความกลัว แพขนตาหนาเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำใส เขาจึงพยายามพูดปลอบใจอย่างเก้ๆกังๆด้วยความรู้สึกผิดที่ตนเองลุ่มหลงมัวเมาจนละเลยความรู้สึกคนไร้เดียงสาคนนี้ไป
"อย่าร้องสิ...ขะ..ข้า"
"ฮือ...มะ...ไม่เอาแล้ว" แจจุงร้องกระจองอแงเป็นเด็กๆ และปล่อยเสียงโฮออกมาอีกระลอก
"ข้าขอโทษ...อย่าร้องนะ...เงียบซะ.." ยุนโฮเกลี่ยไรผมสีอีกาออกจากใบหน้าหวานอย่างเบามือ ก่อนจะช่วยจูบซับน้ำตาให้เด็กน้อยขี้แง
"ฮึก...ยุนโฮ....ไม่เอาแล้ว...หยุดเถอะ"
"ก็ไหนเจ้าว่าอยากช่วยข้าไง"
"แต่...ฉันกลัว"
"ไม่ต้องกลัว ข้าจะอ่อนโยนกับเจ้า..เพราะฉะนั้นอย่าเกร็งนะ..." ยุนโฮพูดพร้อมมอบจูบนุ่มนวลให้กับร่างบาง ไม่จาบจ้วง ไม่เร่าร้อน แต่อบอุ่น
"อ..อื้ม....ยุน" ทั้งสองค่อยๆผละออกจากกันโดยที่ดวงตาหวาฉ่ำค่อยๆปรือลงอย่างคนมีอารมณ์ร่วม ยั่วยวนเสียงจนเลือดในกายกำยำวิ่งพล่าน แต่เขาก็ต้องหักห้ามใจไม่ให้เผลอทำอะไรวู่วามลงไป
ยุนโฮวกกลับไปยังจุดเดิมที่เขาทิ้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ โพรงปากอุ่นชื้นเข้าครอบครองแท่งเนื้ออ่อนที่ไม่เคยถูกผู้ใดสัมผัสมาก่อนแม้แต่เจ้าของๆมัน ลิ้นสากดูดดุนรุนแรงและจงใจย้ำหนักๆที่ส่วนหัวจนร่างบางดิ้นพล่านด้วยความเสียวซ่าน
"อะ...อาๆๆ..ไม่นะ...มัน...สกปรก" แจจุงครางเสียงดังอย่างห้ามไม่ได้เพราะความสุขที่ร่างสูงหยิบยื่นให้ แต่ก็ยังไม่วายคัดค้านเนื่องด้วยความไม่เคยและเขินอายที่ถูกสัมผัสแบบนี้เป็นครั้งแรก
"อ๊า" เสียงหวานหวีดลั่นเมื่อของเหลวสีขาวขุ่นถูกปลดปล่อยออกมาในที่สุดซึ่งยุนโฮก็รับทั้งหมดไว้อย่างไม่รังเกียจ ร่างเล็กรู้สึกตัวเบาหวิวอย่างประหลาด ในสมองมันอื้ออึงไปหมดราวกับกำลังท่องไปบนท้องฟ้า แต่เพียงไม่นานก็กลับรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่รุกล้ำเข้ามายังจุดซ่อนเร้น ความเจ็บที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆเข้าแทนที่ความสุขสมเมื่อครู่จนหมด
"จ...จะทำอะไรน่ะ..อา"
"อ๊า ยุนโฮ...จะ...เจ็บ" แจจุงร้องเสียงดังเมื่อนิ้วหนาถูกสอดเข้ามาจนสุดและเริ่มขยับเข้าออก
"อย่าเกร็ง ผ่อนคลายไว้" ยุนโฮว่าเสียงแหบพร่าเพราะเขาเองก็ใกล้ถึงขีดสุดเต็มที
"เจ็บ...ยุน...ฮึก..." ปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อระบายความอึดอัด เขาพยายามผ่อนคลายตามที่ยุนโฮบอกแต่ก็ไม่สำเร็จ ความเจ็บมันมีมากจนน้ำตาที่เหือดแห้งไปเมื่อครู่เริ่มจะเอ่อขึ้นอีกครั้ง
"ไม่ ฮือออ" เสียงใสประท้วงเสียงดังเมื่อนิ้วที่สามถูกใส่เข้ามาในช่องทางคับแคบ มือแกร่งอีกข้างจึงเลื่อนไปกอบกุมส่วนกลางของร่างบางไว้แล้วรูดขึ้นลงเพื่อช่วยระบายความอึดอัด ในขณะเดียวกันนิ้วทั้งสามก็ขยับเข้าออกเร็วๆเพื่อขยายช่องทาง และก็ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อร่างสูงแว่วเสียงครางของคนข้างใต้
"อือ อา..อา..."
"จะ..เข้าไปแล้วนะ" ร่างสูงปลดกางเกงของตนออกอย่างเร่งรีบและจ่อแกนกายใหญ่ไปยังปากทางสีกุหลาบ เขาก้มลงไปมอบจูบร้อนแรงให้แจจุงพร้อมๆกับดันแท่งเนื้อร้อนเข้าไปจนสุด
"อ๊า" เสียงครางของทั้งคู่ประสานกันแต่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง คนหนึ่งเจ็บจนถึงที่สุดส่วนอีกคนพอใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทว่าการกระทำทั้งหมดกลับต้องค้างคาเมื่อช่องทางรักของแจจุงรัดแน่นจนยุนโฮไม่สามารถขยับได้
"อา..แจ...อย่าเกร็ง" ยุนโฮช่วยปรนเปรอด้านหน้าของร่างบางอีกครั้งเพื่อให้คนข้างใต้ผ่อนคลายมากขึ้น ก่อนจะค่อยๆเริ่มขยับเข้าออกเนิบนาบ
"อา..อา...ยุน" ความรู้สึกสุขสมค่อยๆเข้ามาแทนที่ความเจ็บเมื่อครู่เมื่อแท่งเนื้อสัมผัสโดนจุดรวมประสาทภายใน ผิวสีขาวซีดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อเนื่องจากเลือดที่สูบฉีดมากเป็นพิเศษ
"อา...แจ..ฮ่า..." ร่างสูงเร่งจังหวะให้เร็วยิ่งขึ้นเมื่อเขาเองก็ต้องการปลดปล่อยเช่นกัน ขาเรียวถูกจับขึ้นพาดบ่าเพื่อให้เขาสอดแกนกายเข้าไปได้ลึกล้ำกว่าเดิม ยุนโฮกระแทกกายรุนแรงขึ้นอีกเมื่ออารมณ์ของเขาพุ่งสู่จุดสูงสุด ช่องทางบริสุทธ์ปริขาดยังผลให้ของเหลวข้นสีแดงไหลตามมาด้วย พลังชีวิตถูกถ่ายเทเข้ามายังร่างแกร่งช่วยเยียวยาบาดแผลได้เป็นอย่างดี แต่ความสุขสมจากร่างเล็กตรงหน้ากำลังทำให้เขาคลั่งเจียนตาย เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องรับแขกอันเงียบสงัด
"อาๆๆๆ...อ๊า" ไม่นานนักร่างบางก็ถึงขีดสุด ก่อนจะตามมาด้วยคนข้างบนที่ขยับอีกไม่กี่ครั้งก็ปลดปล่อยน้ำรักออกมาจนเต็มช่องทางด้านหลัง
ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนข้างกายคนตัวเล็กที่หลับไปในทันทีที่เสร็จกิจกรรมเร่าร้อน ลำแขนแกร่งโอบคนหมดแรงเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดอย่าทะนุถนอม ตาสีทองจ้องมองใบหน้ามนด้วยความรู้สึกมากมาย...
............พระเจ้าจะมีบทลงโทษรอคนบาปที่พรากความบริสุทธ์ไปจากนางฟ้าองค์นี้กัน.............
To be continue...
edit @ 26 Aug 2008 23:14:49 by JHOnela