Chapter 5

 

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้วแต่จุนซูยังคงเตร็ดเตร่อยู่นอกบ้าน เขาเดินฝ่าฝูงชนมากมายอย่างไม่ใส่ใจนัก บทเรียนน่าเบื่อช่วงกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัว แต่มันคงไม่ช่วยอะไรในวันสอบถ้าข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นเหมือนปริศนาอักษรไขว้ที่เขาไม่รู้คำตอบ รังแต่จะสร้างความขุ่นมัวในอารมณ์เสียมากกว่า ขาเรียวสาวท้าวไปเรื่อยๆจนมาหยุดลงที่หน้าเกมส์เซ็นเตอร์ร้านประจำ ก่อนจะผลักประตูกระจกเข้าไปหย่อนกายลงนั่งยังหน้าจอสี่เหลี่ยมอย่างเคยชิน

 

‘กริ๊ก' เสียงโลหะทรงกลมถูกหย่อนลงไปในตู้เกมส์ตู้โปรด ก่อนรถสปอร์ตสีแดงจะพุ่งทะยานไปบนท้องถนนจำลองพร้อมกับความเครียดที่กำลังจะถูกปลดปล่อย... 

 

.

.

.

.

.

.

 

‘You Win' ในที่สุดความพยายามของเขาก็สำฤทธิ์ผล เมื่อยานยนต์คันหรูสามารถเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งได้สำเร็จ ท่อนแขนเล็กยกขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากก่อนจะพลิกข้อมือเพื่อดูเวลา 

 

"สามทุ่มครึ่งแล้วหรอเนี่ย! นี่มันเลยเวลากลับบ้านมาตั้งชั่วโมงนึงแล้วนี่นา... ป่านนี้แม่คง.....บรึ๋ย......" ภาพแม่ของเขาที่มือข้างหนึ่งมีมีดคัตเตอร์ส่วนอีกข้างถือลูกบอลสุดที่รักของเขาไว้ลอยมาในหัว ทำเอาร่างเล็กสั่นไปทั้งตัว

 

........ลูกบอลจ๋า......รอฉันก่อนนะ....จะรีบกลับไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!!.................

 

จุนซูกระวีกระวาดลุกขึ้นคว้ากระเป๋า แล้ววิ่งออกไปจากเกมส์เซ็นเตอร์อย่างรวดเร็ว เขาเดินฝ่าฝูงชนจำนวนมากที่ออกมาเที่ยวเล่นในคืนวันหยุด ในใจยังคงนึกหาข้ออ้างดีๆไปด้วย สมองกำลังทำงานอย่างหนักจนไม่ทันสังเกตว่าเขาได้หลงเข้ามายังแหล่งบันเทิงที่ติดกันเข้าแล้ว

 

...เฮ้อ....จะแก้ตัวว่าอะไรดีน้า....บอกว่าอ่านหนังสือจนดึกดีมั๊ยนะ....แจจุงคงจะช่วยอยู่หรอก....แต่เดี๋ยวชางมินก็ต้องไปฟ้องแม่อีก......เซ็งนายจริงๆเลย...ชางมิน.....

 

‘พลั่ก' ร่างเล็กปะทะเข้ากับชายกลุ่มหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ เพราะมัวแต่สับสนกับทิวทัศน์สองฝั่งถนนที่แปลกไป กระป๋องเบียร์ยี่ห้อดังหล่นลงกระทบพื้นซีเมนต์ พร้อมกับของเหลวสีอำพันและฟองขาวละเอียดเจิ่งนองเป็นวงกว้าง

 

"อ่ะ.. ขอโทษครับ..." ถ้อยคำสำนึกผิดหลุดออกมาโดยอัตโนมัติ แต่มันกลับต้องสูญเปล่าเมื่ออีกฝ่ายไม่แม้แต่จะรับฟัง

 

"อะไรกันว่ะ! เวลาเดินหัดดูตามาตาเรือบ้างสิเว่ย" หนึ่งในกลุ่มที่ถูกชนบถด่าอย่างอารมณ์เสีย

 

"ขอโทษครับ คือ... ผม..."

 

"คิดว่าแค่ขอโทษแล้วจะจบหรอไงว่ะ เห็นมั๊ยว่าเบียร์มันหกหมดแล้ว"

 

"งั้น...ผมจะชดใช้ให้ 5,000วอนเป็นไง"

 

"10,000วอน"

 

"ห๊า! เบียร์อะไรมันจะแพงขนาดนั้น"

 

"ยังจะมีหน้ามาบ่นอีกหรอ... ฉันเป็นผู้เสียหาย ไม่เอาเรื่องก็ดีเท่าไหร่แล้ว รีบๆจ่ายมา"

 

"นี่มันรีดไถกันชัดๆ ไม่สมเหตุผลแบบนี้ ใครมันจะไปโง่จ่ายกัน!!"

 

"ถ้างั้นแปลว่าอยากลองดีใช่มั๊ย..."

 

"ถ้าใช่แล้วจะทำไม จะทำไรได้ บอกไว้ก่อนว่าฉันน่ะเทควันโดสายดำ" จุนซูท้าทายพร้อมตั้งท่าฟุตวอร์คแบบที่เขาเคยเห็นในทีวีให้สมกับที่พูด แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะกลัวคนร่างบาง ลำตัวหน้าก้าวเข้ามากระชากเข้าที่คอเสื้ออย่างแรงจนคนร่างเล็กต้องเขย่งตัวขึ้นตาม เสื้อที่รัดแน่นบริเวณลำคอทำให้เขาหายใจลำบาก

 

"ฮะ...อึ่ก..."

 

"ไหนว่ะ... เทควันโดสายดำ....หึหึ" แรงขยุ้มถูกเพิ่มน้ำหนักขึ้นอย่างจงใจบีบคั้นคนร่างเล็กที่หมดทางสู้

 

"อะ..อึ่ก..ปะ....ปล่อย..."

 

"เป็นไง... ยังจะปากเก่งอยู่อีกไหม" ใบหน้าของคนตัวโตเลื่อนเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นเหล้าที่ปะปนมากับลมหายใจสกปรก จุนซูเบือนหน้าหนีอย่างขยะแขยงแต่อีกฝ่ายกลับมีรอยยิ้มกระลิ้มกระเหลี่ยจุดขึ้นที่มุมปาก  

 

"โอ๊ะ พอมองใกล้ๆแล้วก็หน้าตาน่ารักไม่เบานี่... ไปดื่มด้วยกันหน่อยมั๊ยละ แล้วจะยกโทษให้..." มือหยาบปล่อยให้จุนซูเป็นอิสระ ก่อนจะเลื่อนไปจับเข้าที่ปลายคางมนแล้วเชิดขึ้นเพื่อสำรวจโครงหน้าน่ารักแต่รั้นนั่นให้ชัดขึ้น

 

"ฉันไม่ใช่เกย์นะ เอามือแกออกไป!"

 

"แต่น่ารักแบบนี้ลองดูหน่อยก็ไม่เสียหายนี่" น้ำเสียงหื่นกามเอ่ยคุกคามให้คนร่างบางรู้สึกเสียววาบ พวกพ้องของมันเยอะขนาดนี้ถ้าจะหนีคงไม่ง่าย

 

‘เฮๆๆ ฮิ้วๆ' เพื่อนพ้องที่เหลือช่วยกันส่งเสียงโฮ่ร้องเห็นดีเห็นงามกับความคิดสกปรกนั่น

 

"ว่าไงจ๊ะ... ไปสนุกกับพวกเราดีกว่าน่า..." ลมหายใจฟืดฟาดดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้จุนซูถอยหนีอย่างขยาด ทั้งตัวไร้อาวุธต่อกรเว้นแต่เพียงคำพูดเชือดเฉือนให้อีกฝ่ายถอยหนี

 

"จะบ้าหรอไง! ใครจะไปยอมง่ายๆ อยากจะดื่มหรือไปตายที่ไหนก็ไปคนเดียวเลย! ไม่สิ.. ลากไอ้เพื่อนชั่วๆของแกไปด้วย" จุนซูด่าออกมาเป็นชุดและตั้งท่าเตรียมจะวิ่ง แต่มือหยาบกร้านกลับคว้าแขนของเขาไว้ได้เสียก่อน

 

"อ๊ะ ปล่อยสิ... จะทำอะไรน่ะ มันเจ็บนะ!"

 

"จะรีบไปไหนกันเล่า คิดว่าด่าเสร็จแล้วจะปล่อยให้หนีไปง่ายๆหรอไง..... มาด้วยกันก่อนสิ..........ไปพวกเราไป"

 

"ไม่ไป! บอกให้ปล่อยไงเล่า ปล่อย!!" ร่างเล็กทั้งดิ้นทั้งทุบไม่หยุดแต่มันกลับไม่เป็นผล เขาจึงตัดสินใจกัดเข้าที่ท่อนแขนของมันสุดแรง

 

"โอ๊ย! ฤทธิ์มากจริงนะ.... ชวนดีๆไม่ชอบ ชอบให้ใช้กำลังใช่มั๊ย?!" ร่างหนาสบถออกมาอย่างโมโห เขาง้างมือขึ้นกลางอากาศตั้งท่าจะบันดาลโทสะลงไปยังพวงแก้มนิ่ม แต่กลับมีชายปริศนาเข้ามาขวางไว้เสียก่อน

 

‘หมับ'  มือหยาบถูกใครบางคนจับเอาไว้ก่อนที่มันจะได้ฝากร้อยช้ำไว้บนปรางแก้มใส

 

"ปล่อยเขาซะ" เสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยขึ้นอย่างสุขุมและราบเรียบ ไม่แสดงออกทั้งความกลัวหรืออารมณ์โกรธ

 

"แกเป็นใคร! แล้วมายุ่งอะไรด้วยว่ะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ถอยไปซะ"

 

"เห็นทีจะทำแบบนั้นไม่ได้...เพราะนั่นมันคนรู้จักของฉัน" สายตาเย็นชาก้าวร้าวสร้างความหวั่นเกรงให้อีกฝ่ายไม่น้อย แม้จะไม่แสดงอารมณ์ใดๆแต่ท่าทีของเขาบ่งบอกว่าเอาจริง ร่างหนาเผลอปล่อยมือจากจุนซูและผงะถอยหลังไปสองสามก้าว

 

"ไม่เป็นไรใช่มั๊ย?" ร่างสูงหันไปหาอีกคนเพื่อดูความเรียบร้อย ทว่าใบหน้าหล่อเหลาอันเป็นเอกลักษณ์นั่นกลับทำให้ร่างบางถึงกับอึ้ง  

 

"ระ..รุ่นพี่ยูชอน!" ดวงตากมเบิกกว่างอย่างไม่อยากเชื่อ ริมฝีปากบางเปิดออกจะตั้งคำถาม แต่กลับต้องตะโกนออกมาเสียงดังแทน

 

"ระวัง!!"

 

"อวดดีนักนะ... เจอนี่หน่อยเป็นไง" หมดหนักๆถูกประเคนเข้าที่แก้มขวาของยูชอนอย่างจัง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วปากเมื่อกระพุ้งแก้มฉีกขาดจากแรงปะทะ เขาเสียหลักเซเพียงเล็กน้อยก่อนจะตั้งหลักอีกครั้ง

 

"หึ... มีฝีมือแค่นี้ริอาจมาวางท่า...ถุย" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นถ้วนหน้า

 

"ฮึ่ย.. ไอ้เลว! รุ่นพี่...ไม่เป็นไรมากใช่มั๊ย" จุนซูมือสั่นลนลานไปหมด เมื่อเรื่องมันดูจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และยังมีคนต้องมาเจ็บตัวแทนเขา

 

"ไม่เป็นไร... รออยู่นี่นะ" ยูชอนถ่มน้ำลายปนเลือดลงพื้น ก่อนจะก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายที่รูปร่างใหญ่โตกว่าอย่างไม่หวาดหวั่น แล้วหมัดหนักไม่แพ้กันก็ถูกเสยเข้าที่ใต้คางอย่างแรงและเร็ว มันทรุดลงไปนั่งกับพื้นทำให้คนอื่นๆพากันกรูเข้ามารุมทันที แต่ร่างสูงก็วาดลวดลายการต่อสู้หนักหน่วงจนหลายคนต้องร่วงลงไปกับพื้น หากแต่ตัวเขาก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย  

 

 ‘ปี้ป่อ ปี้ป่อ' เสียงรถตำรวจดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย ทำให้การทะเลาะวิวาทหยุดลง พวกมันวิ่งหนีไปกันคนละทิศละทางยังกับผึ้งแตกรัง ทิ้งไว้แต่เพียงยูชอนที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม

 

จุนซูรีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงรุ่นพี่ของเขาเอาไว้แล้วพาไปหลบยังตรอกแคบๆแถวนั้น หากตำรวจมาเจอพวกเขาเข้าคงได้เป็นเรื่องใหญ่แน่   

 

"อยู่ไหนนะ! เมื่อกี้ยังอยู่แถวนี้อยู่เลย" เสียงตำรวจนายหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆกับบริเวณที่จุนซูและยูชอนซ่อนอยู่ เสียงฝีเท้าหนักๆบนพื้นซีเมนต์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำเอาจุนซูใจเต้นระรัว หากจะวิ่งหนีตัวเขาเองน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่สภาพของรุ่นพี่สิ...

 

‘ตึ่ก' ทางขวา... ไม่มีที่ให้หลบ

 

‘ตึ่กๆ' ทางซ้าย...ก็ไม่มีที่ให้หลบ

 

‘ตึ่กๆๆ' ข้างหลัง... ทางตัน!!

 

ตึ่ก!'

 

‘หมับ'

.

.

.

.

 

"อื้อ...." ศีรษะกลมถูกกดเข้ามาประกบปากอย่างรวดเร็ว ลิ้นเล็กสัมผัสได้ถึงรสเลือดและกลิ่นคาวคละคลุ้งในโพรงปากเมื่อลิ้นสากถูกส่งเข้ามารุกราน ร่างสูงเอียงคอเปลี่ยนองศาเพื่อให้รุ่นน้องรับรสจูบให้ลึกซึ้งขึ้น จุนซูยกมือขึ้นเตรียมจะฟาดลงไปบนไหล่หนา แต่ก็ถูกร่างสูงรวบมันไว้เสียก่อนโดยที่ไม่ยอมละฝีปากจากคนร่างบางแม้แต่วินาทีเดียว

 

"อะ... อื้อ" อาการขัดขืนเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆเมื่อคนไม่ประสาเคลิบเคลิ้มไปกับเทคนิคขั้นสูงของร่างแกร่ง เรียวลิ้นนุ่มเริ่มตอบสนองไปตามการชักจูงจนทั้งคู่ดูเหมือนคนรักที่กำลังมอบบทรักเร่าร้อนให้แก่กัน ภาพตรงหน้าทำให้นายตำรวจเดินผ่านพวกเขาไปอย่างไม่ติดใจอะไร

 

"ไปแล้ว" เสียงทุ้มดังขึ้นเตือนสติคนร่างบางที่ดูจะยังอยู่ในห้วงอารมณ์หวามเมื่อครู่

 

"หา... ไป..แล้ว?" หน้าใสแดงจัด ดวงตาหวานฉ่ำปรือเบิกกว้างอย่างสงสัย

 

"ตำรวจน่ะ...ไปแล้ว" น้ำเสียงเรียบขยายความ

 

"ตะ..ตำรวจ..." จุนซูเหมือนจะได้สติอีกครั้งเมื่อสามารถปะติดปะต่อเหตุผลที่แท้จริงของจูบเมื่อ
ครู่

 

"หึ....ทำหน้าแบบนั้นติดใจล่ะสิ...."

 

"คะ...ใครว่ากัน....จูบกันผู้ชายขยะแขยงจะตาย!" จุนซูพูดพลางยกหลังมือขึ้นถูกับริมฝีปากบางไปมาอย่างแรง

 

"โอเคๆ... จะลองเชื่อดูสักครั้งแล้วกัน"

 

"พูดงี้หมายความว่าไง!...ชิ...คนฉวยโอกาส"

 

"เอาเถอะ ก็รู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์มันพาไป แค่จูบเองไม่มีอะไรสักหน่อย"

 

............นั่นสินะ.....เรื่องแบบนี้คงทำกับใครมานักต่อนัก....แล้วเราหวังอะไรอยู่นะ......ก็รู้ๆอยู่แล้วว่ามันไม่มีความหมายลึกซึ้งอะไร.............

 

"แล้วไปทำอิท่าไหน ถึงไปมีเรื่องกับคนพวกนั้นได้ละ ที่แบบนั้นไม่ใช่ที่ๆเด็กอย่างนายควรจะไป" ยูชอนถามขึ้น เพราะในฐานะคนที่ให้ความช่วยเหลือ อย่างน้อยเขาก็มีสิทธิ์จะรู้ถึงสาเหตุ

 

"คือ..." การเปลี่ยนเรื่องกะทันหันทำให้จุนซูชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะตอบออกมาอย่างร้อนตัว  

 

"จำได้ว่าออกมาจากเกมส์เซ็นเตอร์... รู้ตัวอีกทีก็ไปชนเข้ากับคนพวกนั้นแล้ว... ตะ..แต่..แต่ว่ามันไม่ได้ตั้งใจนี่นา!" เขาไม่ได้ไปหาเรื่องคนพวกนั้นก่อนนะ

 

"เฮ้อ.. ซุ่มซ่ามอีกตามเคยสินะ วันหลังก็หัดระวังตัวซะมั่งสิ"

 

"ไม่ใช่สักหน่อย! ว่าแต่รุ่นพี่เถอะ ไปทำอะไรในที่แบบนั้น" ร่างเล็กถามพลางสายตาก็สำรวจรุ่นพี่คู่กัดตั้งแต่หัวจรดเท้า ความรู้สึกกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ถูกลืมไปเมื่อการโต้เถียงแบเดิมๆเข้ามาแทนที... เขาก็เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่ายูชอนนั้นอยู่ในเสื้อเชิตร์แหวกอกดูมีสไตล์ ผมสีน้ำตาลเข้มก็ถูกเซตให้เปิดหน้าผากขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ว่าสาวไหนเห็นเป็นต้องหลงหากไม่ติดว่าตอนนี้มันโชกไปด้วยเลือด

 

.......ชิ....แต่งตัวแบบนี้.......คงไม่พ้นไปเที่ยวกลางคืนล่ะสิ.....ถึงจะ..เอ่อ...ดูดีก็เถอะ...มันก็แค่ชุดเท่านั้นแหละ...ถ้าเราใส่คงหล่อกว่านี้อีกร้อยเท่า................

 

"ฉันจะมาทำอะไรเรื่องนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เด็กอย่างนายจะต้องรู้"

 

"โธ่เอ๊ย รุ่นพี่ก็ใช่ว่าจะอายุเยอะกว่าผมนักนี่ ห่างกันแค่ปีสองปี.."

 

"ใครว่า ฉันหมายถึงอายุสมองต่างหากเล่า"

 

"เอ๊ะ พูดงี้หมายความว่าไง!"

 

"ช่างเถอะ ฉันขี้เกียจเถียงกับนายแล้ว ว่าแต่.. บ้านอยู่ไหนล่ะ จะพาไปส่ง"

 

"ไม่เป็นไรฮะ ผมกลับเองได้"

 

..................ชิ.....ทำมาเป็นเท่ห์...........................

 

"ฉันบอกจะไปส่งก็ไปส่งสิ นี่มันก็ดึกมากแล้ว รู้มั๊ยว่ามันอันตราย" ยูชอนเอ่ยเสียงเข้มแกมบังคับ แสดงถึงความห่วงใยออกมาอย่างไม่ปิดบัง

 

"ตามใจ แล้วอย่ามาบ่นว่าไกลแล้วกัน!"

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

ไม่มีแม้แต่บทสนทนาเล็กๆน้อยๆระหว่างจุนซูกับยูชอนตลอดการเดินทาง จุนซูได้แต่เดินจ้ำอ้าวเพื่อให้ถึงที่หมายโดยเร็ว เนื่องจากเขาไม่ชอบบรรยกาศน่าอึดอัดเวลาต้องอยู่กับยูชอนเพียงสองต่อสองแบบนี้ ส่วนยูชอนที่เห็นคนร่างบางก้มหน้าก้มตาเดินอย่างเดียวจึงต้องจำใจเดินชมดาวไปเรื่อยแทนที่จะปรับความสัมพันธ์เสียใหม่อย่างที่ตั้งใจไว้ ระยะทางที่ว่าไกลอยู่แล้วจึงไกลยิ่งขึ้นเมื่อความเงียบเข้าครอบคลุม 

 

"ถึงแล้ว" เสียงห้วนสั้นเอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขามาถึงจุดหมายในที่สุด

 

"อืม ราตรีสวัสดิ์นะ" ในเมื่อเจ้าของบ้านดูจะไม่ต้อนรับ ยูชอนจึงตัดสินใจล่ำลาเพียงเท่านี้ ทว่าก็ต้องหยุดฝีเท้าลงกับเสียงเรียกที่คาดไม่ถึง

 

"เดี๋ยวก่อน..." จุนซูเอ่ยออกมาเสียงค่อย แต่ก็ดังพอที่จะทำให้อีกคนหันมา

 

"หืม...?"

 

"เข้าไปทำแผลในบ้านก่อนสิ"

 

"ห๊า" ร่างสูงมองหน้ารุ่นน้องตาปริบๆราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง ทำให้คนหวังดีเกิดอาการไม่พอใจ ...นี่เห็นเขาเป็นคนแบบไหนกันเนี่ย...

 

"ถ้าไม่อยากทำก็ไม้ต้องทำ คนอุตส่าห์หวังดี"

 

"เปล่าๆ แค่ตกใจนิดหน่อย...หึหึ.. ยังไงโลมาก็ยังเป็นสัตว์เลือดอุ่นจริงๆสินะ" ยูชอนรีบตกลงรับคำเชิญก่อนที่เจ้าโลมาน้อยจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ยังมิวายเอ่ยแซวอย่างเอ็นดู

 

"ฮึ... ปากแบบนี้มันน่าจะโดนอีกสักหมัด..." คนถูกแซวพูดขึ้นมาลอยๆแต่จงใจให้ดังพอที่อีกคนจะได้ยิน แต่ยูชอนก็ไม่ได้ถือสาอะไร คงเป็นเพราะเขาชักจะเริ่มชินกับนิสัยของรุ่นน้องจอมรั้นคนนี้ซะแล้วกระมัง

 

"เอ้า.. ตามเข้ามาสิ จะยืนยิ้มคนเดียวอีกนานมั๊ย" ท่อนแขนเล็กดันประตูค้างไว้ให้ร่างสูงตามเข้ามา รุ่นพี่คู่กัดจึงได้ทีเยื้องย่างเข้าไปยังโลกส่วนตัวที่เขาคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันง่ายๆหากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเช่นคืนนี้

 

ภายในห้องรับแขกถูกตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้มากมายที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีรูปครอบครัวเต็มไปหมด โดยส่วนใหญ่จะเป็นรูปคู่ของเด็กผู้ชายสองคนที่อายุไล่เลี่ยกัน ไม่ว่าจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ทั้งคู่ก็เหมือนจะอยู่ด้วยกันตลอด จนร่างสูงอดไม่ได้ที่จะหยิบกรอบรูปไม้สีอ่อนใกล้มือขึ้นมาสำรวจ 

 

.........เด็กตัวเล็กๆแก้มยุ้ยคนนี้คงจะเป็นนายสินะ.......กลมมาแต่เด็กเลยนะซาลาเปาน้อย...หึหึ.........

 

"อ๊ะ กล้าดียังไงมาหยิบของในบ้านคนอื่นตามใจชอบกัน!" เสียงเสียดหูแหวขึ้นในเวลาเดียวกับที่มือบางเข้ามาคว้าเอากรอบรูปไปตั้งยังที่เดิมของมัน

 

"ในรูปนั่นนายกับใครหรอ?"

 

"กับพี่ชายฝาแฝดน่ะสิ... เอ๊ะ แล้วมันเรื่องอะไรที่ต้องมานั่งอธิบายเรื่องส่วนให้คนอย่างรุ่นพี่ฟังด้วยเนี่ย" เสียงเจื้อยแจ้วหยุดลงเมื่อคิดได้ว่ามันไม่ใช่ธุระโกงกางอะไรที่ยูชอนจะมาสอดรู้เรื่องครอบครัวของเขา ดีไม่ดีอาจจะโดนแบลคเมล์ก็เป็นได้ 

 

"แต่หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลยนะ" คนอยากรู้ก็ยังคงถามไม่เลิก

 

"ทำไม จะบอกว่าผมหล่อสู้พี่ไม่ได้งั้นสิ"

 

"ก็... ประมาณนั้นละมั้ง" เพราะนายน่ารักกว่าเป็นไหนๆ... ยูชอนแอบต่อประโยคที่เหลือในใจ เพราะถ้าพูดไปเจ้าซาลาเปาน้อยคงได้โวยออกมาอีกรอบ  

 

"ชิ จะคิดยังไงก็ช่างเหอะ ไปนั่งรอตรงนั้นก่อนแล้วกัน" จุนซูพูดพลางชี้ไปยังโซฟาตัวใหญ่ท่าทางนั่งสบายที่ตั้งอยู่กลางห้องรับแขก ก่อนเขาจะหายเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งที่ติดกัน

 

"แม่ครับผมกลับมาแล้ว"

 

"กลับมาแล้วสินะ พ่อตัวดี... กลับมาซะดึกป่านนี้ไม่มีโทรมาบอกสักคำ รู้มั๊ยว่าแม่เป็นห่วงแค่ไหน โทรไปหาหนูแจจุงก็ไม่มีคนรับ ชางมินก็บอกว่าแยกย้ายกันตั้งแต่เย็น... แล้วนี่ไปทำอะไรมาน่ะ ถึงได้เหงื่อโทรมขนาดนี้" คุณนายคิมบ่นออกมาเป็นชุดไม่เปิดโอกาสให้ลูกรักได้โต้แย้งอะไร สายตาห่วงใยสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ไม่พบรอยขีดข่วนอะไรนอกจากสภาพมอมแมมกว่าปกตินิดหน่อย    

 

"เอ่อ.. แม่ครับ ผมก็กลับมาแล้วนีไง อยู่ครบดีทุกส่วน เพราะงั้นแม่ไม่ต้องบ่นแล้วนะ เดี๋ยวผมหูหนวกพอดี ไว้คราวหน้าจะโทรมาบอกก่อนนะฮะ" จุนซูรีบพูดตัดบทก่อนจะถลาเข้าไปอ้อนผู้เป็นแม่ทันที 

 

"เฮ้อ.. จริงๆเลยนะเจ้าลูกคนนี้เนี่ย คิดว่ามากอดแม่แบบนี้แล้วจะรอดไปง่ายๆหรือไง" คุณนายคิมได้แต่ส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมเด็กๆของลูกชายอย่างเอ็นดู จะโกรธก็โกรธไม่ลงเลยจริงๆ

 

"ก็เห็นมันได้ผลทุกที... แม่ครับ กล่องปฐมพยายามบาลอยู่ไหนหรอ?"

 

"อยู่ตรงชั้นวางของตรงโน้นแหน่ะ แต่ใครเป็นอะไร? หรือว่าไปก่อเรื่องมาอีกแล้วใช่มั๊ย!"   

 

"คือ.. ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ เพื่อนผมเขา.. สายตาสั้นแล้วฟ้ามันก็มืดแล้ว เลยเดินชนเสาไฟฟ้าน่ะครับ" คำโกหกลื่นไหลแต่ไม่ค่อยสมจริงหลุดรอดออกมาจากปากบางอย่างรวดเร็วเปิดราวก็อก

 

"จริงหรอลูก" คุณนายคิมถามย้ำอย่างไม่แน่ใจนัก 

 

"จริงสิฮะ แม่! เดี๋ยวผมไปทำแผลให้เขาก่อนนะฮะ" ทันทีที่พบสิ่งที่ต้องการ จุนซูก็รีบขอตัวเผ่นทิ้งระยะปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เขาเดินถือกล่องปฐมพยาบาลมายังห้องรับแขกแต่ก็ต้องพบเข้ากับรอยยิ้มแปลกๆฉาบอยู่บนหน้าของรุ่นพี่ขี้เก็ก แถมยังมองมายังเขาด้วยสายตามีเลศนัยยังไงชอบกล

 

"มองอะไรไม่ทราบ?!" เสียงแหลมแหวใส่คนน่าสงสัย

 

"เปล๊า.. หึหึ" ยูชอนตอบออกไปเสียงสูง แต่ยังไม่วายหัวเราะทิ้งท้ายให้จุนซูยิ่งสับสนเข้าไปอีก

 

"คนพิลึก... หน้าผมมันมีอะไรน่าขำนักหรือไง"

 

"แค่...ไม่นึกว่าโตป่านนี้แล้วยังติดแม่อยู่อีก"

 

"อะ...แอบฟังคนอื่นเขาคุยกันหรือไง!....เสียมารยาทที่สุด.... คนรู้จักบุญคุณ รักพ่อรักแม่แล้วมันผิดตรงไหนกันเล่า?!" หน้าหวานแดงซ่านขึ้นมาด้วยความอาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากลงฝีเท้าหนักๆไปทิ้งตัวลงข้างๆอย่างไม่พอใจเท่านั้น

 

....ฮึ่ย...ไม่น่าชวนเข้ามาเลยจริงๆ....รู้งี้ปล่อยให้เดินปากแตกกลับบ้านก็ดีหรอก....ไม่ว่ายังไงก็ทำใจชอบเจ้ารุ่นพี่ปากเสียอย่างนี้ไม่ลงจริงๆ......

 

"ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ ว่าแต่... ฉันไปสายตาสั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"

 

........อ๊ากกก....เจ้าคนกวนประสาท!......ก็รู้อยู่แล้วว่าคนมันพูดความจริงไม่ได้....ยังจะมาทำเป็นไขสืออีก.....นี่ถ้าไม่ได้ล้อเลียนคนอื่นสักวันจะอยู่ไม่ได้หรือไง?!...............

 

"ไม่รู้!" เสียงไม่สบอารมณ์ตอบกลับมาสั้นๆเรียกร้อยยิ้มบนหน้าคมได้ไม่ยากกับท่าทีน่ารักๆนั่น

 

ในขณะที่ยูชอนยังคงไม่ละสายตาจากคนตัวเล็กข้างๆ จุนซูก็ง่วนอยู่กับการรื้อคนหาอุปกรณ์ที่ต้องการจากกล่องยาโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกมองด้วยสายตาเช่นไร มือบางจัดการใส่ยาลงบนสำลีนุ่ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเรียกคนเจ็บให้เข้ามาใกล้ๆ

 

"เอ้า หันหน้ามาสิ" ซึ่งยูชอนก็ทำตามอย่างว่าง่าย หน้าหล่อเหลายื่นแก้มฝั่งที่เขียวช้ำให้นางพยาบาลจำเป็นได้ทำแผลได้อย่างสะดวกๆ

 

....แผลใหญ่เหมือนกันแหะ...ที่มุมปากก็เลือดออกซะด้วย....หึ.......ใครใช้ให้ทำตัวเป็นฮีโร่กันเล่า...

 

"โอ๊ย! ซี๊ด..." ยูชอนร้องออกมาเมื่อความแสบแล่นริ้วไปทั่วใบหน้าซีกขวา ใบหน้าคมแหยแก
ด้วยความเจ็บ

 

"ขอโทษ เป็นอะไรรึเปล่า?!" นางพยาบาลมือใหม่อุทานออกมาอย่างตกใจ สงสัยเขาจะใส่แรงเยอะไปนิดนิง

 

"นี่มันมือหรือเท้าเนี่ย... เบาๆหน่อยสิ" ถึงจะรู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ความเจ็บก็ทำให้เขาพลั้งปากพูดออกไปโดยไม่คิด ความเจ็บจึงมาเยือนอีกรอบเมื่อจุนซูจงใจจิ้มสำลีลงไปแรงๆอย่างหมั่นไส้ 

 

"โอ๊ยๆๆ พอแล้วๆ!" 

 

"หึ.. สมน้ำหน้า เจ็บแค่นี้ถ้าทนไม่ได้วันหลังก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาเป็นพระเอกเลยนะ"

 

"อะไรกันเนี่ย คนรึอุตส่าห์ไปช่วยคำขอบคุณสักคำก็ไม่มี แถมยังโดนหาว่าเป็นพวกชอบยุ่งอีกตะหาก.... เฮ้อ... ทำดีไม่ได้ดีนะคนเรา" 

 

"เชอะ.. แล้วใครขอให้ช่วยกัน? เข้ามาใกล้ๆอีกทีสิ จะติดพลาสเตอร์ให้" ถึงจะยังหวาดๆว่าโลมาอารมณ์ร้ายจะแกล้งอะไรเขาอีกรึเปล่า แต่ยูชอนก็ยอมยื่นหน้าเข้าไปอีกครั้ง 

 

ดูเหมือนว่าคำร้องเรียนเมื่อครู่จะได้ผล เพราะคราวนี้พลาสเตอร์แผ่นเล็กถูกแปะลงบนหน้าคมอย่างเบามือที่สุด

 

"เรียบร้อยแล้วครับ" 

 

"อืม ขอบใจมาก นี่ก็ดึกมากแล้วพี่กลับก่อนแล้วกัน ไม่อยู่กวนแล้วล่ะ" ยูชอนพูดพลางลุกขึ้นจากโซฟาตัวใหญ่ มือแกร่งเอื้อมไปลูบหัวจุนซูอย่างเอ็นดูและส่งยิ้มใจดีไปให้ เล่นเอาคนตัวเล็กรู้สึกผิดไม่น้อยที่ไม่ได้เอ่ยขอบคุณ

 

"อะ... เอ่อ.. เดี๋ยวผมไปส่งที่หน้าบ้าน" ว่าจบท่อนแขนเรียวก็ดันตัวลุกขึ้นและเดินนำออกไป 

 

ท้องฟ้าในคืนนี้มีดาวส่องประกายระยิบระยับ บริเวณรอบๆปลอดผู้คนเงียบสงบ หนึ่งร่างสูงกว่ากำลังโบกมือร่ำลาให้กับอีกร่างที่ยังคงยืนอ้ำอึ้งเหมือนมีอะไรจะพูด

 

"ราตรีสวัสดิ์" เสียงทุ้มมีเสน่ห์บอกลาพร้อมรอยยิ้มละมุนตามแบบฉบับยูชอน แม้ว่าตอนนี้รูปหน้าคมจะช้ำไปบ้างแต่ความหล่อกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย หากสาวใดได้รับคำราตรีสวัสดิ์เช่นนี้คงต้องนอนฝันดีเป็นแน่

 

"อะ..เอ่อ...ดะ...เดี๋ยวก่อน" เสียงเล็กพูดกระออมกระแอมขึ้นมารั้งให้ร่างสูงชะงักฝีเท้าลง

 

"ขะ...ขอบ.." ถ้อยคำติดๆขัดๆถูกเปล่งออกไปอย่างผิดวิสัย ความสามารถในการพูดที่เคยมีกลับหายไปอย่างน่าประหลาดเมื่อต้องกล่าวคำขอบคุณกับคนที่ตัวเองตั้งตัวเป็นคู่อริด้วย ท่าทีน่ารักน่าเอ็นดูนั่นทำให้อีกฝ่ายอดที่จะแกล้งไม่ได้

                                

"มีอะไรก็เร็วๆหน่อย นี่ก็ดึกมากแล้ว จะรีบกลับ" น้ำเสียงรีบร้อนสมจริงเร่งเร้าให้คนอิดออดรีบเผยไต๋ออกมาสักที อย่ามัวแต่วางฟอร์มอยู่อย่างนั้น

 

"ระ...รอก่อนสิ...คือ..เรื่องวันนี้น่ะ...ขะ...ขอบ..........ขอบคุณมากฮะ" รอยยิ้มพอใจผุดขึ้นอย่างปิดไม่มิดบนหน้าได้รูป ยูชอนจะรู้มั๊ยว่าเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่ได้อยู่กับจุนซูนั้นเขายิ้มบ่อยมากแค่ไหน 

 

"อืม... แต่ทำให้หน้าหล่อๆต้องมามีรอยตำหนิแบบนี้ แค่คำขอบคุณไม่น้อยไปหน่อยหรอ?"

 

"แล้ว... จะเอาอะไรล่ะ? ถ้าจะเอาเงินล่ะก็ไม่มีให้หรอกนะ!" จุนซูรีบออกตัวเรื่องเงินๆทองๆก่อนเลยทีเดียว ถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะ แต่หน้าตาแบบนี้มีหวังเรียกเขาหมดตัวแน่

 

"งั้น...เอาอะไรดีน้า" คิ้วหน้าแสร้งขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

 

........ชิ....ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ.......น่าหมั่นไส้ชะมัด...........ถ้าไม่ติดว่าไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใครล่ะก็นะ....ชาตินี้ก็อย่าหวังเลยว่าจะยอมทำอะไรให้...............

 

หลังจากคิดอยู่สักครู่ ร่างสูงก็โน้มตัวลงไปกระซิบข้อเรียกร้องสำหรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับใบหน้าอันเป็นที่รักของเขา ถึงแม้จะเป็นคำของ่ายๆแต่กลับทำให้ดวงตากลมต้องเบิกกว้าง เรียวปากเล็กโต้แย้งออกมาอย่างที่คาดไว้ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนแต่โดยดี...      

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

"ไปก่อนนะยุนโฮ เฝ้าบ้านดีๆล่ะ" ร่างบางก้าวออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มสดใสที่ใครหลายๆคนแถวนี้ไม่ได้เห็นมานานแล้วตั้งแต่พ่อของแจจุงหายตัวไป ทำให้แม่ตัวคนเดียวต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่า จนนานเข้าก็ถึงกับต้องทิ้งเด็กน้อยวัยสิบขวบไว้ที่บ้านเพียงลำพัง ถึงภายนอกจะดู
เข้มแข็งเท่าไร แต่ใครจะรู้บ้างว่าภายในนั้นเปราะบางราวผลึกแก้วที่พร้อมจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหากได้รับการกระทบกระเทือนเพียงเบาๆ หากแต่วันนี้ดูต่างไปเมื่อมีใครเข้ามาเติมเต็ม

 

ช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมาดูเหมือนเจ้าหมาป่าเจ้าเล่ห์จะลดดีกรีความหื่นลงมากทีเดียว คอยเอาใจอยู่เป็นเพื่อนเล่นไม่ห่าง แม้แจจุงจะไม่รู้ว่ายุนโฮทำไปเพื่อต้องการขอโทษเขาหรือเพราะอะไรก็ตาม แต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาดเมื่อได้อยู่ด้วยกัน ถึงจะทะเลาะกันบ้างแต่ก็ดีกว่าต้องทนเหงาอยู่คนเดียว เขาได้แต่เฝ้าภาวนาให้ช่วงเวลาเช่นนี้อยู่ตลอดไป

 

"เอ... อยู่ไหนน้า.." มือบางล้วงเข้าไปในกระเป๋านักเรียนสีน้ำเงินเข้ม พยายามควานหาของสำคัญที่เขาร่วมกันทำขึ้นมากับยุนโฮ หรือจะพูดให้ถูกก็คือบังคับให้ทำด้วยกัน

 

"อ๊า...อยู่นี่เอง...คิกๆ เจ้าเครื่องรางประหลาด....ขอให้วันนี้ทำข้อสอบได้ไม่เสียแรงที่ทนนั่งอ่านหนังสือจนดึกนะ" แจจุงพึมพำกับเจ้าเครื่องราง ‘ประหลาด' ที่มีรอยเท้าสุนัขประทับอยู่ด้านหน้า  ส่วนข้างในถุงผ้าสีแดงก็มีขนสีดำของยุนโฮที่เขาแอบไปดึงมาตอนเจ้าตัวหลับ เชื่อมั๊ยว่าพอเจ้าหมารู้เท่านั้นแหละว่าคนแสนรักของตัวเองถูกถอไปก็งอนเป็นการใหญ่เลยทีเดียว เดือดร้อนเขาต้องมานั่งตามง้ออยู่นาน แต่ไม่บอกหรอกว่าง้อด้วยอะไร..... 

 

‘พลั่ก' ร่างบางชนเข้ากับใครบางคนเข้าโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ของสำคัญหลุดมือไปพร้อมๆกับข้าวของต่างๆที่ตกกระจายเต็มพื้น

 

"ขอโทษนะครับ" ศีรษะทุยรีบโค้งลงอย่างสำนึกผิด ก่อนจะก้มลงไปช่วยเก็บข้าวของที่ระเกะระกะอยู่บนพื้น โชคดีที่ไม่มีอะไรเสียหาย

 

"นี่ครับคุณลุง ขอโทษจริงๆนะฮะที่ผมซุ่มซ่าม คุณลุงไม่เป็นไรใช่มั๊ยฮะ?"

 

"พ่อไม่เป็นอะไรหรอก ขอบใจมากนะ" ชายแก่วัยหกสิบยิ้มให้อย่างใจดีและไม่ถือสาหาความอะไร

 

"เอ่อ.. หลวงพ่ออยู่ที่โบสถ์แถวนี้รึเปล่าฮะ ของเยอะแบบนี้ให้ผมไปส่งดีกว่า" แจจุงอาสาช่วยถือของให้บาทหลวงวัยชราตามประสาเด็กมีน้ำใจ 

 

"ฮะๆ เป็นเด็กดีจังนะ ถ้าไปส่งพ่อที่โบสถ์แล้วจะไม่ไปเรียนสายหรือไง ไม่เป็นไรหรอก"

 

"ไม่สายหรอกฮะ นี่ยังเหลือเวลาตั้งเยอะ ให้ผมไปส่งเถอะนะฮะ ถือว่าเป็นการไถ่โทษ"

 

"เอาอย่างนั้นก็ได้ ขอบใจมากนะ"

 

"ไม่เป็นไรฮะ แต่......รอแป๊ปนะฮะ" ใบหน้าขาวแลซ้ายแลขวาหาของที่ทำตกไว้เมื่อครู่ ด้านหลวงพ่อที่เห็นร่างบางก้มๆเงยๆอยู่นานจึงยื่นของสิ่งหนึ่งที่คาดว่าแจจุงน่าจะกำลังมองหาอยู่ไปให้

 

"หานี่อยู่รึเปล่า?"

 

"อ๊า... ขอบคุณครับ กำลังหาอยู่พอดีเลย" มือเล็กรีบรับไว้ก่อนจะผูกมันเข้ากับซิปที่กระเป๋านักเรียนแล้วรับของทั้งหมดมาถือไว้ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโบสถ์แถวโรงเรียน

 

"เป็นเครื่องรางที่แปลกดีนะ" เสียงชรากล่าวขึ้น ชวนคุยไปพลางระหว่างเดิน

 

"ฮ่าๆ ใช่ฮะ แต่กว่าจะได้มานี่ลำบากมากๆเลยนะฮะ"

 

"นั่นสินะ พ่อก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ..."

 

"ถ้าไม่ช่วยให้สอบผ่านเนี่ย เสียใจแย่เลยนะฮะ"

 

"ไม่อ่านหนังสือ แม้แต่พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ ฮ่าๆๆ" ชายชราแซวขึ้นอย่างเอ็นดู ช่างเป็นเด็กที่ร่าเริงจริงๆ

 

ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงโบสถ์สไตล์ยุโรปโบราณ เถาวัลย์สีเขียวเลื้อยไปตามกำแพงบ่งบอกถึงความเก่าแก่ของสถาปัตยกรรมแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดกระทบกับแก้วสีใสระยิบระยับสะกดสายตาร่างบางราวต้องมนต์

 

"เข้ามาขอพรข้างในก่อนสิ" ชายชราเอ่ยชวน ในเมื่อไหนๆก็มาถึงโบสถ์แล้ว

 

"ขอบคุณฮะ แต่ไหนหลวงพ่อบอกว่าแม้แต่พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ไง" ร่างบางเอ่ยย้อนอย่างทะเล้น

 

"ของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่รู้จริงไหม" เขาพูดพลางขยิบตาให้ร่างบางเป็นเชิงรู้กัน

 

"คิกๆ จริงฮะ งั้นผมขอละนะ" เปลือกตาบางปิดลงพร้อมกับสองมือที่ประสานกันแนบอก ปากอิ่มสีแดงสดพึมพำคำภาวนาหน้าไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์กลางโถงใหญ่ แสงแดดอาบไล้ผิวขาวละเอียดขับให้คนตรงหน้าดูบริสุทธิ์งดงามดั่งมวลเทพ 

 

"อ๊ะ" ร่างบางอุทานออกมาอย่างแปลกใจเมื่อรู้สึกถึงความเย็นของโลหะบนลำคอ เมื่อก้มลงดูก็พบว่ามีสร้อยเงินประดับจี้รูปไม้กางเขนขนาดกำลังดีคล้องอยู่ แม้นจะเป็นสร้อยเรียบๆทว่าถูกใจเขาเป็นอย่างมาก

 

"รับไปสิ พ่อให้"

 

"จะดีหรอครับ ผมว่า..."

 

"ไม่เป็นไรหรอก เอาไว้คุ้มครองตนเองนะ.........แล้วก็..." ใจความสำคัญถูกละไว้เมื่อชายชราลังเลที่จะเอ่ย เขาไม่แน่ใจว่าเด็กคนนี้จะเข้าใจเรื่องทีเขาอยากจะพูดรึเปล่า เด็กชายตรงหน้าดูบริสุทธิ์เกินกว่าจะเป็นต้นเหตุของกลิ่นอายชั่วร้ายที่เขาสัมผัสได้ ...คงจะถูกหลอกใช้สินะ...

 

"มีอะไรหรอฮะ"

 

"ขอให้สอบได้นะ" สีหน้าเคร่งเครียดแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มใจดีอีกครั้ง คงจะเป็นการดีกว่าที่จะไม่ลากเอาเด็กไร้เดียงสาแบบนี้เข้ามาพัวพัน

 

"ขอบคุณครับ งั้นผมไปก่อนนะฮะ"

 

"โชคดีนะ ไว้ว่างๆก็มาที่โบสถ์บ้างละ" สายตาห่วงใยทอดมองร่างเล็กที่วิ่งหายไปในกลุ่มคนพลุกพล่านยามเช้า ก่อนจะรำพันออกมาเบาๆ 

 

"ระวังตัวดีๆล่ะ" 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

แจจุงไปถึงโรงเรียนทันเวลาแบบฉิวเฉียด โชคดีที่วันนี้เขาออกจากบ้านเช้ากว่าปกติ แต่เวลาที่เผือไว้สำหรับทบทวนบทเรียนในต้อนเช้าก็เป็นอันต้องหายไปเพราะมัวแต่เถลไถล ยังดีที่ข้อสอบคราวนี้ดูจะง่ายกว่าทุกๆครั้ง มันอาจจะเป็นผลของการอ่านหนังสือ เครื่องราง หรือคำภาวนาเมื่อเช้าก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆคือเขาทำได้อย่างน่าประหลาด

 

เสียงออดเลิกเรียนบอกหมดเวลาอันทุกข์ทรมานสำหรับนักเรียนหลายๆคน หากแต่นี่ยังไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของเทอมนี้ พวกเขายังต้องเผชิญศึกหนักอีกสองครั้งก่อนวันหยุดที่รอคอยจะมาถึง

 

"เป็นอะไรรึเปล่าเซีย" แจจุงเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก เมื่อจุนซูเดินคอตกออกมายังกับโลมาขาดน้ำ ไม่พูดไม่จาแบบนี้ดูก็รู้ว่าที่อ่านๆกันไปมันคงไม่เข้าสมองนายเลยสินะ

 

"จะเป็นอะไรซะอีกละนอกจากทำไม่ได้น่ะ เล่นหลับตลอดแบบนั้น ผลมันก็รู้ๆกันอยู่" ชางมินคาดการออกมาอย่างแม่นยำ

 

"เอ๊ะ เคยได้ยินมั๊ยว่าคนล้มอย่าเหยียบซ้ำน่ะ ทีฉันยังไม่โทษเลยนะว่าคนสอนไม่ดีน่ะ"

 

"พูดแบบนี้อีกสองวันที่เหลือนายก็อ่านเองแล้วกัน"

 

"ได้อยู่แล้ว"

 

"ขอให้มันจริงเหอะ"

 

"เอาน่าๆ อย่าทะเลาะกันเลย ถ้านายไม่ช่วยแล้วพวกเราจะทำกันได้ยังไงละชางมิน"

 

"........." ก็รู้อยู่หรอกว่าสุดท้ายคนที่ต้องมานั่งดันนั่งเข็นก็เป็นเขาทุกครั้งไป แต่ช่วยแล้วมันยังไม่สำนึกบุญคุณนี่มันก็เคืองเหมือนกันนะ

 

"ถ้าคราวนี้พวกนายหลับอีกล่ะก็... อย่าหวังว่าจะมีคราวหน้า"

 

"รับทราบแล้วคร๊าบ อาจารย์ชิม" เสียงหวานกล่าวอย่างออดอ้อนปนทะเล้น

 

"เชอะ รู้แล้วน่า... ว่าแต่ทำไมคราวนี้นายดูสบายๆล่ะแจ"

 

"ก็... เอ่อ...เพราะเมื่อเช้าฉันไปขอพรที่โบสถ์มามั้ง"

 

"จริงหรอ มีเคล็ดลับๆดีไม่แบ่งปันเลยนะ อย่างนี้ยังเรียกว่าเป็นเพื่อนกันรึเปล่าเนี่ย"

 

"อา...ขอโทษนะ... พอดีเมื่อเช้ามันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ คือว่าเรื่องมันเป็นอย่างงี้อ่ะนะ..." เสียงใสถ่ายทองเรื่องราวเมื่อเช้าให้เพื่อนทั้งสองฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งยังอวดสร้อยเงินเส้นสวยให้ดูอย่างภาคภูมิใจ ทำให้เจ้าโลมาน้อยตาเป็นประกาย ประกาศกร้าวว่ายังไงเขาก็ต้องไป
ขอพรด้วยคน ส่วนอีกรายกลับไม่มีท่าทีสนใจ ยังคงยืนยันว่าถ้าไม่อ่านหนังสืออะไรก็ช่วยไม่ได้ เรื่องพวกนี้ก็มีผลแค่ทางจิตวิทยาเท่านั้น

 

"งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ"

 

"อื้ม แล้วอย่าลืมอ่านหนังสือด้วยล่ะ โดยเฉพาะนาย...เซีย"

 

"รู้แล้วน่า! ทำไมต้องมาจับผิดแค่ฉันด้วยเล่า"

 

"เอ่อ... กลับกันดีๆนะชางมิน จุนซู"

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

ร่างบางย่องเข้ามาในบ้านอย่างเงียบเชียบ เขากะจะเซอร์ไพร์เจ้าหมาป่าจอมขี้เกียจซะหน่อย ดูสิวันนี้จะนอนอุตุเหมือนครั้งก่อนรึเปล่า เท้าเล็กๆค่อยๆก้าวขึ้นบันไดโดยพยายามให้มีเสียงน้อยที่สุด แต่เขาลืมไปรึเปล่าว่ายุนโฮนะเป็นจอมราชันย์หมาป่า ลูกไม้ตื้นๆแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลหรอก  

 

.............ได้ยินตั้งแต่ยืนพึมพำกับตัวเองอยู่หน้าบ้านแล้ว....เด็กน้อยเอ้ย................

 

ประตูไม้บานหนักถูกแง้มออกอย่างเบามือ หน้าขาวโผล่ออกมาเพียงครึ่งบนเพื่อสอดส่องหาเป้าหมาย ทันทีที่เห็นก้อนผ้าห่มอยู่บนเตียงขายาวก็รีบก้าวเร็วๆไปหยุดยืนข้างๆทันที แขนผอมสองข้างยกขึ้นเตรียมจู่โจม แต่ก็ต้องเป็นฝ่ายตกใจเสียเองเมื่ออยู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นข้างหลัง

 

"ไง... กลับมาแล้วหรอ"

 

"เหวอ"

 

‘ตุบ' ร่างเล็กตกใจจนล้มลงไปบนเตียง ก่อนเจ้าหมาป่าตัวโตจะกระโจนตามขึ้นไปนอนทับ ทำให้คนสวยจมลงไปกับฟูกนุ่ม

 

"อื้อๆ...หาย..ใจ..ไม่.........ออก" เสียงอู้อี้ดังออกมาเมื่อหน้าหวานถูกฝังอยู่ในกองผ้าห่ม

 

"อะไรนะ.. ได้ยินไม่ค่อยถนัด"

 

"อื้อออออออ ละ..ลุก....ออก.....ไป" ร่างบางไม่สามารถขยับไปไหนได้เนื่องจากน้ำหนักตัวที่ทับอยู่ด้านบน ได้แต่ดิ้นขลุกขลักไปมาอย่างหมดหวัง

 

"ไม่.....ไหว...แ." เมื่อเสียงหวานแผ่วลงเหมือนจะหมดลมจริงๆ ยุนโฮจึงยอมลงไปนั่งข้างๆแทน เปิดโอกาสให้แจจุงพลิกตัวขึ้นมารับอากาศ  

 

"เฮือก....แฮ่กๆ....แฮ่ก" อกเล็กกระเพื่อมขึ้นลงแรงและเร็ว แก้มใสเรื่อสีเลือดฟาดเนื่องจากขาดอากาศ ริมฝีปากอิ่มอ้าออกจากกันเพื่อช่วยสูดออกซิเจนเข้าปอดอีกทาง มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาทาบหน้าอกไว้ช่วยระงับอาการรัวของหัวใจ

 

"เป็นไง.... สนุกมั๊ย"

 

"สะ...หนุก...กะ..ผี...น่ะสิ...แฮ่ก...นายทำฉันเกือบ....ตาย"

 

"ไม่ชอบหรอ จะให้จูบปลอบขวัญมั๊ยล่ะ" เสียงทุ้มกล่าวพลางเดินเข้าไปใกล้

 

"เฮ้ย! ไม่ต้อง" แจจุงรีบเด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

"หึหึ แค่ล้อเล่นก็กลัวจนตัวสั่นเลยนะ" ร่างหนามองอากัปกิริยาตลกๆนั่นอย่างชอบใจ แต่แล้วตาคมก็ไปสะดุดเข้ากับสร้อยสีเงินที่หลุดออกมานอกเสื้อจากการพลิกตัวไปมาเมื่อครู่ แววตาขี้เล่นเหือดหายไปในทันที

 

"เจ้า...ไปเอาสร้อยเส้นนั้นมาจากไหน!!" น้ำเสียงเข้มตะหวาดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาร่างบางตัวชา แข็งทื่อราวกับเป็นอัมพาต ความกลัวทำเอากระบอกตาร้อนผ่าวก่อนน้ำตาจะเอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

"ฮึ่ก..."

 

"อะ..เอ่อ...ข้า...ข...ขอโทษ แต่เจ้าไปเอาสร้อยเส้นนั้นมาจากใครกัน" น้ำเสียงกร้าวอ่อนลงทันทีที่เห็นน้ำตาของคนตรงหน้า มันทำให้เขาอ่อนลงอย่างไม่มีสาเหตุ

 

"....ฮ..ฮึ่ก...."

 

"ขะ...ขอโทษ...ไม่เป็นไรใช่มั๊ย" ยุนโฮก้าวเข้าไปใกล้เพื่อดูอาการคนร่างบาง ลิ้นร้อนแลบเลียซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน

 

"..."

 

"ใครให้สร้อยเส้นนี้แก่เจ้า..."

 

"...อะ..อึ่ก..บาท..ฮึ่ก...บาทหลวง....แถวๆ..โรงเรียน"

 

"ข้าไม่ชอบ... ถอดมันออกซะ"

 

"ตะ...แต่"

 

"ไม่มีแต่... ถอดมันออกซะ...แล้วอย่าให้ข้าเห็นมันอีก...เข้าใจใช่มั๊ย" แม้น้ำเสียงของยุนโฮจะนุ่มลงกว่าเดิม แต่ก็ยังคงเหลือเค้าความน่ากลัวอยู่มาก และท่าทางจริงจังนั่นก็ทำให้ร่างบางยากที่จะขัดขืนแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจถึงเหตุผลก็ตาม...

 

"ขะ..เข้าใจแล้ว.." เสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบาอย่างยอมจำนน และติดจะเศร้าเล็กน้อยเมื่อเขาต้องจำใจเก็บสร้อยเส้นสวยไว้เพียงแต่ในลิ้นชัก

 

 

To be continue...

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet